Showing posts with label โรคมะเร็ง. Show all posts
Showing posts with label โรคมะเร็ง. Show all posts

Thursday, October 1, 2009

เตือนประชากรสูบบุหรี่ เสี่ยงเกิด มะเร็งตับ 1.51 เท่า


สูบบุหรี่



เตือนประชากรสูบบุหรี่เสี่ยงเกิดมะเร็งตับ1.51เท่า (ไทยรัฐ)

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนประชากรที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.51 เท่า และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.12 เท่าของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่...

วันที่ 27 กันยายน มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยรายงานการวิจัยที่พบ ว่า การสูบบุหรี่ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ งานวิจัยดังกล่าว ตีพิมพ์ในวารสารระบาดวิทยานานาชาติ ฉบับเดือนสิงหาคม 2552 โดยการทบทวนรายงานวิจัยการติดตามศึกษาระยะยาว 38 ชิ้น และรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับกับประชากรกลุ่มเปรียบเทียบ 58 รายงาน พบว่า ประชากรที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.51 เท่า และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.12 เท่าของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยข้อมูลการศึกษาจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกในห้วงเวลาต่าง ๆ มีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติไอเออาร์ซี ได้สรุปอย่างเป็นทางการแล้วว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาเพียงแต่ระบุว่า หลักฐานบ่งบอกว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ แต่ยังไม่ชี้ชัดลงไปทีเดียว

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวว่า มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของชายไทยภาคอีสานและเป็นมะเร็งอันดับสองรองจาก มะเร็งปอดของชายไทยภาคอื่นทุกภาค ที่ผ่านมาเชื่อกันว่า มะเร็งตับในคนไทยมาจากหลายสาเหตุอันมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี การติดเชื้อพยาธิในตับ การได้รับสารก่อมะเร็งจากเชื้อราอะฟลาท็อกซินในถั่ว การกินอาหารดิบและหมักดองที่มีสารก่อมะเร็งปะปน แต่ข้อมูลที่พบว่า คนสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เนื่องจากตับมีหน้าที่ดักกรองและทำลายสารพิษทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งสารพิษและสารก่อมะเร็งจากควันบุหรี่

"การสูบบุหรี่จึงทำให้ตับได้รับสารก่อมะเร็งมากขึ้น นานเข้าก็เกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ ในคนไทยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้น เช่น คนที่เป็นพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรอย่างยิ่งที่จะไม่สูบบุหรี่รวมทั้งหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดมะเร็งตับ ซึ่งเป็นมะเร็งที่ร้ายแรงและแทบจะไม่มีทางรักษาเลย ซึ่งเกิดจากการทำงานที่เกี่ยวข้องพร้อมระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพแลพการทำงานเพื่อยกมาตรฐานการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น" ศ.นพ.ประกิต กล่าว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

[ ... ]

Friday, October 10, 2008

“อ้วน” สาเหตุหลักก่อโรคมะเร็ง

พบผลจากการมีน้ำหนักเกิน การกินอาหาร ไม่ออกกำลังกาย

ทำคนป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงสุดโดยคิดเป็น 1 ใน 3 ของคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่3 แสนคนต่อปีหนังสือพิมพ์เดอะเดลี่เทเลกราฟฉบับออนไลน์รายงานว่าทีมนักวิจัย เรื่องโรคมะเร็งจากประเทศอังกฤษได้ศึกษาล่าสุดพบว่าโรคอ้วนได้กลายมาเป็น ปัจจัยหลักที่ทำให้คนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ป่วยเป็นโรคมะเร็งกัน ทั้งนี้ผลการวิจัยดังกล่าวนี้กำลังจะได้นำเสนอต่อที่ประชุมวิชาการระดับว่า ด้วยเรื่องโรคมะเร็งในวันพฤหัสบดีนี้

โดยการวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยโดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลกซึ่งได้ใช้เวลาใน การศึกษาและเก็บรวบรวมทั้งสิ้น 5 ปี ข้อมูลที่นำมาศึกษาได้แก่ข้อมูลเรื่องผลของน้ำหนักตัว การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ต่อความเสี่ยงในการกลายมาเป็นโรคมะเร็ง

อย่างไรก็ดีนักวิจัยพบว่าสำหรับสาเหตุที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงสุด ก็ยังคงเป็นเรื่องการสูบบุหรี่อยู่ดีโดยคิดเป็น 1 ใน 3 ของคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่จำนวนประมาณ 300,000 ต่อปีในประเทศอังกฤษ

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสำหรับกลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและไม่ได้เป็น ผู้สูบบุหรี่พบว่าปัจจัยด้านน้ำหนักตัวเกินหรือการเป็นโรคอ้วนซึ่งเป็น ปัจจัยที่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากในการทำให้ เป็นโรคมะเร็ง

จากการวิเคราะห์ทางสถิตินักวิจัยทีมนี้ระบุว่าหากคนอังกฤษที่ป่วยเป็นโรค มะเร็งซึ่งไม่เกี่ยวกับการสูบบุหรี่สามารถควบคุมปัจจัยเรื่องน้ำหนักตัวได้ จะมีคนจำนวนมากถึง 12,000 รายต่อปีที่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นโรคะมะเร็งได้

นอกจากนี้แล้วยังพบด้วยว่าโรคอ้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสี่ยงเป็นโรค มะเร็งมากกว่าความผิดปกติของยีนส์ถึงประมาณ 9 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว อีกทั้งผลการวิจัยระบุว่าผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือนที่มีปัญหาเรื่องโรค อ้วนมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งถึง 1 ใน 3 ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่าการเป็นโรคอ้วนนั้นทำให้คนมีความเสี่ยงในการเป็น โรคมะเร็งเพิ่มขึ้นได้ก็เพราะว่าโรคอ้วนทำให้คนมีฮอร์โมนหลายชนิดเพิ่มขึ้น เป็นต้นว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

และยิ่งไปกว่านั้นนักวิจัยระบุว่าโรคอ้วนนั้นทำให้คนมีความเสี่ยงในการ เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้นโดยคิดเป็นประมาณ 11 ถึง 14 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคนที่เป็นโรคะมะเร็งลำไส้ทั้งหมดต่อปี โดยพบด้วยว่าผู้ชายที่เป็นโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคะมะเร็งลำไส้ มากกว่าปกติถึง 60 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้แล้วยังพบว่าโรคอ้วนเป็นสาเหตุหลักของ 1 ใน 4 ของคนที่เป็นโรคมะเร็งที่ไตและ 1 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคเร็งกระเพาะ และ 1 ใน 10 ของคนที่เป็นโรคมะเร็งที่มดลูก

ศาสตราจารย์ทิม คีย์ ซึ่งเป็นนักระบาดวิทยาของสถาบันวิจัยมะเร็งอังกฤษและจะเป็นผู้นำเสนอการ วิจัยนี้ในที่ประชุมว่าด้วยเรื่องวิจัยมะเร็งในระดับโรคดังกล่าวกล่าวว่าคน ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ที่พบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งมีปัญหาเรื่องโรคอ้วน




ที่มา

ข้อมูลจาก : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th
[ ... ]

Wednesday, October 1, 2008

มะเร็งหลอดอาหาร

มะเร็งหลอดอาหาร เป็นมะเร็งของผู้ใหญ่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วง 55-65 ปี โรคเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
สาเหตุของมะเร็งหลอดอาหาร สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแต่จากการศึกษาวิจัยพบปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่

1.อาจมีความสัมพันธ์กับเชื้อชาติ เพราะอุบัติการณ์จะสูงกว่าในชาวอิหร่าน โซเวียตและจีน

2.สุรา บุหรี่ เพิ่มปัจจัยเสี่ยง

3.การบริโภคสารพวกไนโตรโซ (Nitroso compound) หรือไนโตรซามีน (Nitrosamines) ซึ่งมีอยู่ในอาหารบางจำพวกในปริมาณสูงและบริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

4.การรับประทานผัก ผลไม้มากๆ อาจลดปัจจัยเสี่ยง
อาการและอาการแสดงของมะเร็งหลอดอาหาร ไม่มีอาการเฉพาะของมะเร็งหลอดอาหาร แต่จะเป็นอาการคล้ายคลึงกับโรคทั่วๆไปของหลอดอาหารที่พบบ่อย ได้แก่

1.กลืนอาหารไม่สะดวก รู้สึกติด หรือสำลัก

2.อาจมีเสลดปนเลือด

3.ไอ สำลัก ขณะรับประทาน

4.อาจคลำต่อมน้ำเหลืองที่คอได้

5.ผอมลงเพราะรับประทานไม่ได้หรือได้น้อย
ดังนั้น ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
การตรวจคัดกรองมะเร็งหลอดอาหาร
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่จะตรวจคัดกรองมะเร็ง หลอดอาหารได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกเป็นโรคแต่อาจลดปัจจัยเสี่ยงลงได้ โดยการ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าวได้แล้วได้ตอนต้น
การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคและหาระยะของโรคมะเร็งหลอดอาหาร แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งหลอดอาหารได้โดย

1.ซักประวัติ อาการ อาการแสดง การตรวจร่างกาย

2.ถ้าสงสัยอาจตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ ด้วยการกลืนแป้งตรวจหลอดอาหาร ซึ่งเป็นการตรวจทางเอกซเรย์เพื่อดูภาพ และพยาธิสภาพของหลอดอาหาร

3.การส่องกล้องตรวจพยาธิสภาพของหลอดอาหารและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ทางพยาธิวิทยา
เมื่อผลตรวจทางพยาธิวิทยา ระบุว่าเป็นมะเร็งแน่นอนแล้ว แพทย์มักตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสุขภาพของผู้ป่วย และหาระยะของโรคโดย

1.ตรวจเลือดดูการทำงานของไขกระดูก ตับ ไต เบาหวาน เป็นต้น

2.ตรวจปัสสาวะดูการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะ

3.ตรวจเอกซเรย์ปอดดูการแพร่กระจายของโรค

4.อาจตรวจภาพอัลตราซาวด์ตับ ถ้าสงสัยว่ามีโรคแพร่กระจายไปตับ

5.อาจตรวจภาพสแกนกระดูก ถ้าสงสัยว่ามีโรคแพร่กระจายไปกระดูก

6.ในผู้ป่วยบางราย ถ้ามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แพทย์อาจส่งตรวจภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูการลุกลามของโรคไปยังอวัยวะอื่นๆ ใกล้เคียง หรือดูการแพร่กระจายของต่อมน้ำเหลืองในช่องอกหรือในช่องท้อง
การตรวจเพิ่มเติมต่างๆ ในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกัน ทั้งนี้จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
ระยะของโรค มะเร็งหลอดอาหารแบ่งเป็น 4 ระยะ
ระยะที่ 1
ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กยังอยู่เฉพาะในตัวหลอดอาหารยังไม่ลุกลาม
ระยะที่ 2
ก้อนมะเร็งลุกลามมากขึ้นลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
ระยะที่ 3
มะเร็งลุกลามทะลุเนื้อเยื่อต่างๆ ของหลอดอาหารและมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง
ระยะที่ 4
มะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง มีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไปหรือกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด ตับ หรือกระดูก เป็นต้น

ความรุนแรงของโรคมะเร็งหลอดอาหาร ความรุนแรงของโรคขึ้นกับปัจจัยต่างๆ หลายอย่างที่สำคัญได้แก่

1.ระยะของโรคระยะที่สูงขึ้น โรคจะรุนแรงมากขึ้น

2.สภาพร่างกายของผู้ป่วย ถ้าแข็งแรงผลการรักษาจะดีกว่า

3.โรคร่วมอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ความดัน เป็นต้น ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษาได้

4.อายุ ในคนสูงอายุ มักจะทนการรักษาได้ไม่ดี
วิธีการรักษา การรักษามะเร็งหลอดอาหารมีวิธีการหลัก 3 วิธีคือ การผ่าตัด การฉายรังสี และเคมีบำบัด
การผ่าตัด จะเป็นวิธีการรักษาในมะเร็งระยะต้นๆ และเป็นมะเร็งหลอดอาหารในตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดได้ โดยผ่าตัดเอาหลอดอาหารส่วนที่เป็นมะเร็งออกไป แต่ในโรคระยะลุกลามจนผู้ป่วยรับประทานทางปากไม่ได้ อาจมีการผ่าตัดเล็กทางกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กเพื่อให้อาหารทางสายยางแทน

รังสีรักษา โดยทั่วไปมักเป็นการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว หรือฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด หรือฉายรังสี เคมีบำบัด และผ่าตัด ซึ่งจะเป็นไปตามข้อบ่งชี้การแพทย์เป็นรายๆ ไป การฉายรังสีก็เช่นเดียวกัน การผ่าตัด จะมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือใช้รักษาเพื่อควบคุมโรค ซึ่งจะใช้รักษาผู้ป่วยระยะลุกลามไม่มากและมี สุขภาพแข็งแรงและการรักษาแบบประคับประคองที่จะใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็น มากแล้วหรือสุขภาพไม่แข็งแรง
เคมีบำบัด จะเช่นเดียวกัน มักใช้รักษาร่วมกับรังสีหรือร่วมกับรังสีและการผ่าตัด

การติดตามผลการรักษา
ภายหลังให้การรักษาครบแล้ว แพทย์มักนัดตรวจรักษาเพื่อติดตาม ผลการรักษาโดยใน 1-2 ปีหลังการรักษา อาจนัดตรวจทุก 1-2 เดือน ปีที่ 3-5 หลังการรักษา อาจนัดตรวจทุก 2-3 เดือน ในปีที่ 5 ไปแล้วอาจนัดตรวจ ทุก 6-12 เดือน ในการมาตรวจรักษาแต่ละครั้ง ควรพาญาติสายตรงหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อร่วมพูดคุยปรึกษากับแพทย์โดยตรง และควรนำยาและผลการตรวจต่างๆ ถ้ามีการตรวจรักษาจากแพทย์ท่านอื่นมาให้แพทย์ดูด้วย ทั้งนี้เพื่อจะได้มีการรักษาได้อย่างเหมาะสม







แหล่งข้อมูล : www.ramaclinic.com
[ ... ]

สารบ่งชี้โรคมะเร็ง (Tumor markers)

โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายของประชากรไทยเป็นอันดับ 3 เนื่องจากโรคมะเร็งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น สารก่อมะเร็งในอาหาร การสูบบุหรี่ การสัมผัสถูกกับสารก่อมะเร็ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะมลภาวะของสิ่งแวดล้อมซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ทำให้มีอัตราการเจ็บป่วยจากโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนมากมักมาพบแพทย์ เมื่อปรากฏอาการชัดหรือมีการลุกลามของโรคมากแล้ว ทำให้การป้องกันรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร หากถ้าได้มีการตรวจพบโรคมะเร็ง ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกจากการตรวจหาสารที่จะช่วยบ่งชี้หรือมีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง (tumor markers) ในเลือด จะช่วยทำให้แพทย์สามารถให้การรักษาได้ทันการณ์ ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสหายจากโรคมะเร็งได้มากยิ่งขึ้นการตรวจหา Tumor markers เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือช่วยในการติดตามผลของการรักษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยที่จะมีโอกาสหายจากมะเร็งได้มากขึ้นTumor markers คืออะไร ?คือตัวบ่งชี้ ทางชีวเคมีที่จะบอกว่ามีมะเร็งหรือไม่ อาจเป็นสารที่ไม่พบในภาวะปกติ หรือเป็นสารปรกติในร่างกายเรา แต่มีปริมาณเพิ่มสูงมากผิดไปจากปกติ สามารถตรวจพบได้ทั้งในเลือด หรือสารคัดหลั่ง (biological fluid)

•สารที่ไม่พบในภาวะปกติ และเป็นสารที่ผลิตมาจากเซ,มะเร็งโดยตรง เช่น CEA , AFP,PSA, CA 19-9 เป็นต้น

•สารที่มีอยู่แล้วในร่างกายซึ่งผลิตโดยเซลปกติ แต่กลับเพิ่มปริมาณมากขึ้นเมื่อ เซลนั้นกลายเป็นเซลมะเร็ง สารดังกล่าวได้แก่ฮอร์โมนต่างๆ เช่น HCG, Calcitonin, ACTH เป็นต้น หรือเอนไซม์เช่น PAP, ALP, LDH, GGT เป็นต้น
การจัดตารางเวลาสำหรับการตรวจ Tumor markersสำหรับผู้ที่เริ่มตรวจพบแล้วหรือผู้ที่เริ่มต้นจะทำการรักษา ควรตรวจวัด tumor markers ในช่วงระยะเวลาดังต่อไปนี้

.ก่อนการผ่าตัด หรือก่อนเริ่มต้นให้การรักษาใดๆ เพื่อเก็บเป็นค่าเริ่มต้นของผู้ป่วยแต่ละราย

•ภายหลังการผ่าตัด
ปีที่ 1 และ 2
ควรตรวจทุกเดือนในระยะต้น จนกระทั่งค่าลดลงมามากแล้ว จึงเปลี่ยนมาตรวจทุก 3 เดือนปีที่ 3 - 5

ควรตรวจปีละ 1 - 2 ครั้ง
ตั้งแต่ปีที่ 6 ขึ้นไป

ตรวจทุกปี ปีละครั้ง
ตารางเวลาข้างต้นเป็นเพียงข้อแนะนำทั่วๆ ไป เนื่องจากระยะเวลาของการเกิดโรคมะเร็งแต่ละชนิดไม่เท่ากัน แต่การหมั่นตรวจเป็นระยะก็จะช่วยติดตามผลการรักษา และการตรวจพบการกลับมาเป็นใหม่ได้รวดเร็ว ช่วยให้การป้องกัน รักษาได้ผลดียิ่งขึ้น

•ซึ่งถ้าตรวจได้ค่าเริ่มต้นมีค่าสูง แล้วเริ่มมีระดับลดลงอย่างรวดเร็วหลังการรักษา จะช่วยในการบ่งชี้ว่าการผ่าตัดได้ผล

•ถ้าค่าลดลงเพียงเล็กน้อยตามด้วยค่าที่กลับสูงขึ้นมาใหม่ในภายหลัง แสดงว่า การผ่าตัดรักษาไม่ได้ผลการที่มีค่า tumor markers สูงเพิ่มขึ้นใหม่หลังการให้เคมีบำบัดรอบแรกๆ เป็นสัญญาณบอกให้หยุดยา ถ้าเป็นไปได้ให้เปลี่ยนวิธีการรักษา
เทคนิคการตรวจ tumor markersควรใช้วิธีการทดสอบที่มีความไวสูง ซึ่งจะช่วยสามารถตรวจปริมาณ tumor markers ที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยได้ ชุดทดสอบควรมีความจำเพาะต่อ tumor markers ให้มากที่สุด วิธีที่เหมาะสมในปัจจุบันจึงเป็น Immunoassay โดยอาจเป็นวิธี RIA / EIA /CICAการรบกวนผลการทดสอบ ในปฏิกริยา immunoassay ตามทฤษฏีแล้วจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการรบกวนของผลทดสอบได้ ซึ่งมีหลักที่ควรคำนึงถึงคือ

•High dose Hook Effect


เมื่อใช้ตรวจหาแอนติเจนที่มีความเข้มข้นสูงมากเกินไป จะเกิดผลต่ำปลอม ซึ่งกรณีนี้ปฏิกริยาการจับกันระหว่าง แอนติเจน-แอนติบอดีย์ถูกกีดขวาง โดยแอนติเจนที่มีปริมาณสูงมากเกินไป ซึ่งวิธีแก้ไขโดยการเจือจางตัวอย่างที่มีแอนติเจนสูง ก่อนทำการทดสอบ

•Heterophile antibodies


ในตัวอย่างทดสอบบางรายมี heterophile antibodies อยู่ในน้ำเหลือง โดยเฉพาะ human anti mouse antibodies ซึ่งวิธีการทดสอบส่วนใหญ่จะใช้ monoclonal antibodies จากหนูซึ่งจะทำให้เหมือนเกิดปฏิกริยาขึ้น ถึวแม้ จะไม่มีแอนติเจนในน้ำเหลืองเลย ทำให้ได้ค่าผลบวกปลอมได้


Tumor markers ที่สำคัญในการช่วยตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง

Carcinoembryonic antigen (CEA)CEA เป็นแอนติเจนที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งพบครั้งแรกในปี 1965 โดยพบจาก adenocarcinoma ของลำไส้ใหญ่ต่อมาพบว่ามีในลำไส้ ตับ ตับอ่อน ของทารกในครรภ์ และเริ่มลดลงเมื่อโตขึ้น ในผู้ใหญ่ยังคงมีการสร้าง CEA บ้าง ในปริมาณเล็กน้อย CEA เป็น glycoprotein ที่มีน้ำหนักโมเลกุล 200+/- 20 Kd ประกอบด้วย โปลีเปปไทด์สายเดี่ยวและคาร์โบไฮเดรต 45-60% ผลิตจากเซลมะเร็ง แล้วหลุดออกไปสู่กระแสโลหิต CEA มิได้มีความจำเพาะโดยตรงต่อมะเร็งของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งพียงอย่างเดียว พบได้ทั้งในมะเร็งของ ลำไส้ใหญ่-ไส้ตรง / เต้านม / ปอด / ตับ / ตับอ่อน โดยเฉลี่ยค่า CEA ที่สูงพบได้ 40-80% ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งข้างต้น แต่ในผู้ป่วยมะเร็งของ ลำไส้ใหญ่-ไส้ตรง มีระดับ CEA ในเลือดสูงมาก และพบได้บ่อยกว่ามะเร็งชนิดอื่นๆ อาจพบค่า CEA สูงได้ ในสตรีมีครรภ์ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 6 เดือน คนที่มีอาการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร / ปอด / ตับ โดยไม่ได้เป็นมะเร็งใดๆ เลยAlpha-1-fetoprotein (AFP)AFP เป็น fetal serum protein ตรวจพบในปี 1956 เป็น glycoprotein หลัก ในซีรั่มของทารกในครรภ์ มีขนาด 720 Kd ถูกสังเคราะห์จาก yolk sac /Liver/ ทางเดินอาหาร แล้วผ่านเข้าสู่น้ำคร่ำโดยผ่านทางเลือดของทารก ข้าม placental barrier เข้าสู่เลือดของมารดา ดังนั้นจึงทำให้ซีรั่มของสตรีมีครรภ์มีค่า AFP สูงขึ้นบ้าง และจะแปรผันตามอายุครรภ์ด้วยAFP มิได้มีความจำเพาะต่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่จะพบค่าขึ้นสูงมาก และพบได้บ่อยในมะเร็งของตับ (hepatocellular carcinoma / hepatoma) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยประมาณ 70% และพบได้บ้างแต่ค่าไม่สูงมากนักใน มะเร็งรังไข่/อัณฑะ มะเร็งปอด มะเร็งทางเดินอาหารและโรคตับอื่นๆ เป็นต้นAFP ในปัจจุบันใช้เป็น tumor markers ในการตรวจกรองตรวจหาผู้ป่วยมะเร็งตับ (hepatoma) ในระยะเริ่มแรกก่อนที่จะมีอาการ ทางคลีนิคใช้ตรวจในประชากรที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูง เช่น ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี / ตับอักเสบเรื้อรัง / ตับแข็ง โดยควรมีการตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน ต่อครั้ง อาจพบค่า AFP สูงได้ในสตรีที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป / ทารกในครรภ์Prostatic Specific Antigen (PSA)PSA เป็นโปรตีนที่จำเพาะต่อเนื้อเยื่อของมะเร็งต่อมลูกหมาก พบครั้งแรกในปี 1971 เป็น glycoprotein สายเดี่ยวที่มีขนาด 34 Kd เป็นโปรตีนที่สร้างจาก epithelial cells บริเวณ acinus และท่อของต่อมลูกหมากเท่านั้น จึงค่อนข้างมีความจำเพาะต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก PSA จะพบมีค่าสูงใน มะเร็งต่อมลูกหมาก ระดับในซีรั่มมีความสัมพันธ์กับระยะและการลุกลามของโรค ใช้ในการพยากรณ์และตรวจหามะเร็ง หรือตรวจหาการลุกลามของโรคภายหลังการรักษา มะเร็งของต่อมลูกหมากจะดำเนินไปอย่างช้าๆ แต่อัตราของโรคจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในชายที่มีอายุเกิน 65 ปี ค่าปกติในคนทั่วไปอยู่ที่ < 10 ng/ml. ความไวของ PSA ต่อมะเร็งต่อมลูกหมากประมาณ 70%Carbohydrate antigen CA 19-9CA19-9 ค้นพบในปี 1981 เป็น carcinoma cell surface antigen ตรวจพบได้ใน fetal epithelium ของลำไส้ใหญ่ / ลำไส้เล็ก / กระเพาะอาหาร / ตับ / ตับอ่อน การตรวจหา CA19-9 จะมีประโยชน์เฉพาะการใช้ซีรั่มหรือพลาสม่า โดยจะตรวจพบมีค่าสูงใน มะเร็งตับอ่อน กระเพาะอาหาร ระยะหลังของลำไส้ใหญ่ (ใช้ตรวจเสริมร่วมกับ CEA)CA19-9 มีประโยชน์ในการแยกมะเร็งตับอ่อนออกจากโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีอาการทางคลีนิคคล้ายกัน โดยมะเร็งตับอ่อนจะมีระดับในซีรั่มสูงกว่ามาก ภายหลังการผ่าตัดระดับ CA19-9 จะกลับสู่ภาวะปกติภายใน 10-20 วัน การตรวจพบค่ากลับมาสูงซึ่งอาจตรวจพบก่อนมีอาการทางคลีนิค แสดงถึงการกลับมาเป็นใหม่ได้ในช่วง 6-12 เดือนCarbohydrate antigen CA 125CA 125 ค้นพบในปี 1981 เป็น cell surface glycoprotein ขนาด 200 Kd ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งรังไข่ การมีระดับสูงในซีรั่มมักพบใน ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ ประมาณ 75% และสัมพันธ์ดีกับขนาดของก้อนเนื้องอกและการกลับมาเป็นใหม่ การตรวจหา CA125 ในการพยากรณ์โรค และติดตามผลการรักษาและการกลับมาเป็นใหม่ของ adenocarcinoma ของรังไข่ในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ อาจพบค่าสูงได้ถึง 13,000 U/ml. และหลังการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกค่า CA125 จะลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 1 อาทิตย์ และกลับสู่ระดับปกติภายใน 3 อาทิตย์หลังการรักษาHuman chorionic gonadotropin (HCG)HCG เป็นฮอร์โมนที่พบว่าสัมพันธ์กับ tumor markers ในปี 1930 เป็น glyco protein ขนาด 45 Kd ประกอบด้วย 2 subunits คือ alpha และ beta โดยส่วน alpha subunit มีโครงสร้างคล้ายกับ alpha subunit ของฮอร์โมน LH / FSH และ TSH แต่ส่วนของ beta subunit มีลักษณะเฉพาะและออกฤิทธิ์ทำหน้าที่เฉพาะของแต่ละฮอร์โมน beta subunit ของ HCG และ LH มีลำดับของกรดอะมิโนเหมือนกันถึง 82% ฮอร์โมน HCG มีระดับสูงในซีรั่มในผู้ป่วย มะเร็งเต้านม / Choriocarcinoma และ Testicular carcinoma เป็น tumor markers ที่จำเพาะสำหรับการตรวจวินิจฉัย และติดตามการรักษา Chorio carcinoma และเมื่อใช้ร่วมกับ AFP จะให้ประโยชน์ในการพยากรณ์ติดตามผลการรักษา และตรวจสอบการกลับมาเป็นใหม่ใน testicular germ cell neoplasms ค่าปกติในผู้ชายและสตรีก่อนวัยหมดประจำเดือน มีค่า <5 IU/ml. สำหรับสตรีวัยหมดประจำเดีอนมีค่าปกติ <10 IU/ml.


บทบาทและประโยชน์ของสารบ่งชี้มะเร็ง (tumor markers)


1.เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรค


เนื่องจาก tumor marker ส่วนใหญ่มีความไวสูงจึงสามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคได้ แต่ควรจะใช้ร่วมหรือเสริมกับการตรวจอื่นๆ เช่น การใช้ CA19-9 ร่วมกับการตรวจด้วยอุลตราซาวนด์ หรือเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ จะสามารถช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งตับอ่อนได้ดีขึ้น ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ tumor marker มากกว่า 1 ชนิดในการช่วยวินิจฉัยโรค อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่าการตรวจวัด tumor marker นั้น อาจตรวจได้ผลในลักษณะผลบวก หรือผลลบปลอมได้ เพราะมะเร็งในช่วงเริ่มต้นบางชนิด ระดับ tumor marker ไม่สูงนัก และพอให้ค่าขึ้นสูงก็ต่อเมื่อเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งไปมากแล้ว

2.เพื่อการพยากรณ์โรค


สามารถใช้ในการช่วยพยากรณ์ความรุนแรงของโรค เป็นประโยชน์ในการช่วยแพทย์ในการตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วย เช่น ควรให้การรักษาโดยการผ่าตัด หรือโดยการให้รังสีรักษาหรืออาจใช้เคมีบำบัด เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องตรวจระดับ tumor marker ในผู้ป่วยทุกรายก่อนเริ่มต้นให้การรักษา

3.การตรวจคัดกรองโรค (Screening Test)


คุณสมบัติของ tumor marker ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมในการนำมาใช้ในการตรวจกรองเพียงอย่างเดียว แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีความไวสูงในการตรวจวินิจฉัยโรคแต่ก็ยังมีความจำเพาะต่ำ เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งตับขั้นต้น แม้จะตรวจพบค่า AFP สูงผิดปกติถึง 95% ของผู้ป่วย แต่ค่า AFP ก็สูงผิดปกติได้ในโรคอื่นๆ ของตับ เช่น ตับอักเสบจากการดื่มเหล้า โรคตับแข็ง เป็นต้น แต่ก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี่ด้านอิมมูโนวิทยาอย่างไม่หยุดยั้ง อาจสามารถใช้ในการตรวจกรองโรคมะเร็งได้ในเร็วๆ นี้

4.การตรวจเพื่อติดตามผลการรักษา


ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดชองการตรวจ tumor marker คือ การติดตามผู้ป่วยมะเร็งในระหว่าง และภายหลังการรักษา ควรมีการตรวจเป็นระยะๆ ทุก 3-6 เดือน หรือถี่กว่านั้นในระยะแรก ค่าที่ตรวจได้ควรนำไปเปรียบเทียบกับค่าที่ได้ก่อนให้การรักษา หากการรักษานั้น ได้ผลดีจะพบว่าระดับ tumor marker ลดลงจนกลับมาสู่ระดับปกติ หากระดับ marker ยังให้ค่าสูงอยู่แสดงว่าการรักษาไม่ได้ผลควรพิจารณาเปลี่ยนวิธีการรักษา

5.การสืบค้นโอกาสการเกิดมะเร็งซ้ำและการกระจายของโรค


ผู้ป่วยมะเร็งทุกรายแม้ว่าจะรักษาจนหายหรือโรคสงบลงแล้ว ควรได้มีการตรวจวัดระดับ tumor marker อย่างน้อยทุก 6 เดือน ผู้ป่วยที่มีระดับปกติแล้ว ต่อมาเริ่มมีระดับสูงขึ้น ควรตรวจซ้ำภายใน 1 เดือน ถ้าพบว่าค่ายังสูงอยู่ให้ตรวจร่วมกับวิธีอื่นๆ ในการวินิจฉัยว่า เกิดโรคว้ำหรือเกิดการกระจายตัวของมะเร็งหรือไม่ tumor marker ที่ดี จะช่วยวินิจฉัยได้หลายเดือนก่อนที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการ






แหล่งข้อมูล : www.thailabonline.com
[ ... ]

การตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มแรก

วิธีการตรวจ
ผู้ที่ควรได้รับการตรวจ
เพศ

อายุ

ช่วงเวลาการตรวจ



การส่องกล้อง เพื่อตรวจหา มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง

ชาย-หญิง

50 ปีขึ้นไป


ทุกปี หากผลการตรวจเป็นปกติ 2 ครั้ง ติดต่อกัน ควรตรวจทุก 3-5 ปี



การตรวจหาเลือดในอุจจาระ

ชาย-หญิง

50 ปีขึ้นไป


ทุกปี



การตรวจทวารหนัก

ชาย-หญิง

50 ปีขึ้นไป


ทุกปี



การตรวจอัลตราซาวนด์ตับและตรวจเลือด (หาค่า AFP)

ชาย-หญิง

ผู้ที่เป็นพาหะ ไวรัสตับ อักเสบบีและะ ไวรัสตับ อักเสบซี


ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 1 ปี



การกลืนแป้งเพื่อตรวจกระเพาะอาหาร

ชาย-หญิง

50 ปีขึ้นไป


ทุกปี



การเอกซเรย์ปอด

ชาย-หญิง

50 ปีขึ้นไป


ทุกปี



การตรวจภายใน และตรวจหาเซลล์มะเร็งของปากมดลูก

หญิง

30-65 ปี หรือ น้อยกว่า 30 ปี ในกรณีที่มีเพศ สัมพันธ์แล้ว


ทุกปี หากผลการตรวจเป็นปกติ 3 ครั้ง ติดต่อกัน ครั้งต่อไป ควรตรวจอย่างน้อยทุกๆ 2 ปี



การตรวจเยื่อบุโพรงมดลูก

หญิง

เมื่อหมด ประจำเดือน แล้ว


เมื่อหมดประจำเดือนแล้ว



การตรวจเต้านมโดยแพทย์

หญิง

20-40 ปี หรือ 40 ปีขึ้นไป


ทุก 1-2 ปีทุกปี



การตรวจเต้านมโดยเอกซเรย์พิเศษ(Mammography)

หญิง

35-40 ปีขึ้นไป 41-49 ปี 50 ปีขั้นไป


ควรจดบันทึกเพื่อติดตามผลทุก 1-2 ปีทุกปี



การตรวจเต้านมด้วยตนเอง

หญิง

20 ปีขึ้นไป


ทุกเดือน (7-10 วัน หลังหมดประจำเดือน)



การตรวจสุขภาพทั่วไป และการค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก รวมไปถึงการตรวจมะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งลูกอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งรังไข่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งช่องปาก และมะเร็งผิวหนัง

ชาย-หญิง

20-39 ปี40 ปีขึ้นไป


ทุก 3 ปีทุกปี






แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - Alternative Medicine
[ ... ]

มะเร็งทำอะไรบ้างกับร่างกาย

มะเร็งทำอะไรบ้างกับร่างกาย

•เปลี่ยนความเป็นกรด, ด่าง ให้เหมาะกับมัน – สภาพความเป็นกรดของร่างกายเหมาะกับมะเร็ง ร่างกายเป็นกรดเกิดจาก กินน้ำน้อย, กินหวานเยอะ, ไขมันเยอะ, โปรตีนสัตว์เยอะ

•ทำให้ร่างกายขาด Oxygen

•กดภูมิต้านทาน – เม็ดเลือดขาวทำงานมากขึ้น ภูมิต้านทานถูกใช้ไปมากขึ้นเสมือนการกดภูมิต้านทาน

•แย่งอาหารจากเลือดเหมือนพยาธิ – เนื้องอกของมะเร็งใช้อาหารประมาณ 3 – 4 เท่าของปกติ

•ปล่อยของเสียออกมามากมาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ

อาการเริ่มต้นของโรคมะเร็ง

•ก้อนเนื้อ ตุ่มบนหรือใต้ผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย

•หูด ปาน ที่ผิดปกติ

•แผลเรื้อรัง

•ตกขาว โลหิต หรือเมือกผิดปกติที่ออกทางช่องคลอดมาก

•ไอ เสียงแหบ โดยที่ไม่ได้เป็นหวัด และหาสาเหตุไม่ได้

•เบื่ออาหาร ร่างกายผ่ายผอมอย่างรวดเร็ว กลืนอาหารลำบาก เจ็บคอ

•ระบบการขับถ่ายผิดปกติเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำ

•หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และอย่าลืมบอกสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้แพทย์ทราบ เพื่อให้การวินิจฉัยที่จะบ่งชี้การเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น

•หากบุคคลในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง โอกาสเสี่ยงย่อมมากกว่าคนอื่น ดังนั้น ควรใส่ใจดูแลสุขภาพให้มาก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เร่งการก่อมะเร็ง

•เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีน พร้อมทั้งลดอาหารจำพวกหมัก ดองต่างๆ ลงด้วย

•งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

•กรณีที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

•หยุดสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด

•ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

•หลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้ง ควรปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดที่มีสาร SPF 25 ขึ้นไป

•หลีกเลี่ยงมลภาวะเป็นพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม

•สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดกับร่างกายหรือตุ่มเนื้อ สิว ไฝ ปาน ว่าลุกลามขยายขนาดอย่างต่อเนื่องหรือไม่
มะเร็งกับการป้องกัน : งดสิ่งกระตุ้นให้มะเร็งเติบโตได้ดี

•นมวัว และเนื้อสัตว์ทั้งหลาย (ยกเว้นปลา รับประทานได้สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งๆ ละประมาณเท่ากับ 1 ฝ่ามือตัวเองเท่านั้น)

•ทุกอย่างที่หวาน – ผลไม้หวาน, น้ำผลไม้, ขนมหวาน, น้ำหวาน, น้ำอัดลม, ไอศกรีม (sugar feeds cancer : หวานเลี้ยงมะเร็ง)

•น้ำมันทอดซ้ำๆ

•เนยเทียม (ปัจจุบัน 100% - ของเนยที่ขายในท้องตลาดเป็นเนยเทียมทั้งสิ้น)

•อาหารขยะทั้งหลาย เช่น Fastfoods




แหล่งข้อมูล : หนังสือ - แม่ไม่รู้หนูเป็นมะเร็ง
[ ... ]

โรคมะเร็ง - ความกลัวที่มีอยู่ และความเชื่อที่กำลังจะเปลี่ยนไป

เมื่อกล่าวถึง โรคมะเร็ง ใครๆ ก็พากันกลัวไม่อยากเป็นด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่แพทย์ หรือผู้อยู่ในวงการแพทย์ เพราะเราต่างรู้สึกว่า โรคนี้รักษาก็ไม่หาย ทรมานก็ทรมาน ใครเป็นมะเร็งแล้ว ดูจะไม่มีความหวังเอาเสียเลย หากโชคดีไม่ถึงตาย ก็ต้องมีสภาพที่ไม่น่าดูไปตลอดชีวิต
ถ้าวันนี้มีใครสักคน ออกมายืนยันกับพวกเราว่า โรคมะเร็งนั้น สามารถป้องกัน และรักษาให้หายขาดได้ เราควรจะเชื่อเขาไหมครับ?
อยากจะตอบคำถามแทนพวกเราว่า ขอให้เชื่อเขาเถิดครับ เพราะแม้ดูจะเกินจริงไปบ้าง แต่วิทยาการที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ช่วยให้เราเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว การรักษาโรคมะเร็งกำลังดีวันดีคืน มีหนทางใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมาเสริมวิธีการเดิมๆ จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
หากแต่เมื่อมองถึงภาระความลำบากของผู้ป่วย ญาติ พี่ น้อง แพทย์ พยาบาล รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงเอาการ ของการรักษาโรคมะเร็งแล้ว การป้องกัน ดูจะเป็นหนทางที่ง่ายประหยัด และคุ้มค่ากว่าการรักษาอยู่หลายขุม เพียงแต่ว่าเรารู้จักโรคมะเร็ง สาเหตุของมัน และรู้จักตัวเราเองดีพอหรือยัง ถ้ามั่นใจว่าวันนี้ เราจะยืนหยัดขึ้นต่อสู้กับมะเร็ง โดยไม่เกรงกลัวแล้ว แค่การดูแลตัวเอง เอาใจใส่ตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะป้องกันตัวเอง ไม่ให้เป็นโรคมะเร็งได้ตั้งหลายๆ ชนิด
การเกิดโรคมะเร็ง
อวัยวะของเรา ประกอบด้วยเซลล์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุด ของชีวิตจำนวนมากมาย เซลล์เหล่านี้ เมื่อถึงอายุขัย ก็จะถูกทำลายลง ในขณะที่มีการสร้างเซลล์ใหม่ ขึ้นมาทดแทนด้วยขบวนการแบ่งตัว การแบ่งตัวของเซลล์ถูกควบคุม ให้เป็นระเบียบ ด้วยหน่วยทางพันธุกรรมในเซลล์เอง และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่มีหน้าที่จัดการกับสิ่งแปลกปลอม หรือพวกเซลล์ไม่พึงประสงค์ทั้งหลาย แต่หากขบวนการธรรมชาติเหล่านี้ถูกรบกวน ระบบควบคุมป้องกันเอียงเสียศูนย์ไปเมื่อไร ก็เมื่อนั้นแหละครับ ที่อาจจะโดนโรคมะเร็งถามหาได้ !
กรณีที่ระบบควบคุมป้องกันมะเร็ง ของร่างกายมีปัญหา เช่น เจ้าตัวเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีการถ่ายทอดพันธุกรรม เอื้อให้เป็นมะเร็งได้ง่าย ก็จะพบเป็นโรคมะเร็งกลุ่มเดียวกัน ได้หลายคนในครอบครัว
อีกรณี คือ ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็ง (carcinogen) จากสิ่งแวดล้อม สารก่อมะเร็ง จะเป็นตัวการรบกวน ขบวนการแบ่งเซลล์ตามธรรมชาติ ให้สับสนได้ เซลล์ใหม่ที่ทำตัวเป็นเด็กเกเร ไม่เชื่อฟังคำสั่งของร่างกาย มันจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งได้รับการกระตุ้น จากสารก่อมะเร็งอยู่เสมอ เซลล์เหล่านี้ยิ่งหน้าตาดูดุร้ายขึ้น จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งไปในที่สุด สารก่อมะเร็งที่พิสูจน์กันแล้วว่า เป็นของจริงแน่ๆ ก็ เช่น ควันบุหรี่, แสงUV, เชื้อไวรัส บางชนิด เป็นต้น
(โทษ) สมบัติของมะเร็ง

1.เพิ่มปริมาณเซลล์พวกมันเองอย่างรวดเร็ว รวมตัวกันเป็นก้อนเนื้องอก ที่ขยายโตขึ้นเรื่อยๆ

2.เบียดเบียนแย่งเนื้อที่ และสารอาหารกับเนื้อเยื่อปกติของอวัยวะ จนการทำงานของอวัยวะนั้นๆ ผิดปกติร่างกายอ่อนแอลง

3.สามารถแผ่ขยายอาณาจักรของตนเองออกไปได้ ทั้งบริเวณอวัยวะข้างเคียง และอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลออกไป เกาะกินเนื้อเยื่อข้างเคียง ไปจนถึงอวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้ๆ กัน ตัวอย่างในสตรี เช่น มะเร็งของปากมดลูก สามารถลุกลามไปที่ช่องคลอด, ตัวมดลูก บางทีกินไปถึงกระดูกเชิงกราน ในระยะหลังๆ ของโรค อาจกินไปทะลุกระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง กระจายไปที่อวัยวะไกลๆ โดยผ่านไปกับหลอดเลือด หรือ หลอดน้ำเหลือง เช่นมะเร็งของปากมดลูก ไปพบโผล่ที่ปอด, สมอง, ตับ กระดูกอื่นๆ
เห็นไหมครับว่า โรคมะเร็งนั้นมันมีที่มาที่ไป ถ้าเราโชคไม่ดีเป็นโรคนี้แล้ว ก็จงรีบรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ รับรองว่ามีหวังรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มเป็นระยะแรกๆ รักษาไม่ยากหรอกครับ ส่วนที่ยังดวงแข็งอยู่ ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ รีบศึกษาหาความรู้กันว่า เดี๋ยวนี้วงการแพทย์เขาพิสูจน์แล้วว่า อะไรบ้างเป็นสารก่อมะเร็ง เราจะได้พยายามหลีกเลี่ยง หรือใครมีญาติ พี่น้องเป็นมะเร็งกันหลายๆ คนก็น่าไปตรวจดูเสียหน่อยว่า มันถ่ายทอดพันธุกรรม มาหลบอยู่ในตัวเราบ้างไหม
อีกประการหนึ่ง สมัยนี้เขามีวิธีการตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายอย่าง ที่ช่วยตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรก ก่อนที่มีอาการ (เรียกว่าการตรวจคัดกรอง screening test) มาช่วยวินิจฉัยให้ก่อนจะลุกลาม โรคมะเร็งก็กลายเป็นรักษาง่าย และหายขาดแน่นอนครับ


นพ.ภานท์ เกษมศานติ์แผนกสูติกรรม







แหล่งข้อมูล : วารสารโรงพยาบาลรามคำแหง ฉบับที่ 12 - www.ram-hosp.co.th/books
[ ... ]

การป้องกัน : การปฎิบัติตัวเพื่อป้องกันมะเร็ง

1.พยายามรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกายเป็นประจำ, พักผ่อนให้เพียงพอ, หาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ อย่าอยู่ในที่ๆ อากาศไม่บริสุทธิ์ งดสิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่ หมากพลู ยาฉุน, รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑฑ์ปกติ โดยคิดจากดัชนีความหนาของร่างกาย (BMI/Body mass index) ตามสูตรดังนี้



ดัชนีความหนาของร่างกาย = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วย ส่วนสูง (เป็นเมตร) ยกกำลังสอง



ปกติจะอยู่ในช่วง 20-24.9 กก./ตารางเมตร ถ้าต่ำกว่า 20 แสดงว่าน้ำหนักน้อยเกินไป ถ้ามากกว่า 24.9 ก็แสดงว่าน้ำหนักมากเกินไป

2.อย่ากินอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนๆ

3.อย่ากินอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ (โดยเฉพาะปลาน้ำจืดดิบ) หรืออาหารที่มีเชื้อรา (เช่น ถั่วลิสงบด พริกแห้ง หัวหอม กระเทียมที่ขึ้นรา)

4.พยายามหลีกเลี่ยงอาหารโปรตีนหมัก เช่น ปลาร้า ปลาส้ม หมูส้ม แหนม หรือ เนื้อสัตว์ ที่หมักโดยผสมดินประสิว (เช่น เนื้อเค็ม กุนเชียง ไส้กรอก แฮม) ถ้าจะกินควรทำให้สุกเพื่อทำลายสารไนโตรซามีนเสียก่อน

5.พยายามอย่ากินอาหาร หรือขนมที่ใส่สีย้อมผ้า (ซึ่งทำให้ดูสีสดใสน่ากิน) หรืออาหารที่มียาฆ่าแมลงเจือปนโดยเฉพาะ ดีดีที หรือยาที่เข้าสารหนู

6.ลดอาหารที่มีไขมัน (เช่น มันสัตว์, ของทอด, ของผัดน้ำมัน, อาหารใส่กะทิ) และจำกัดการกินน้ำตาล และของหวาน อย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ปกติ ส่วนเนื้อสัตว์ใหญ่ (เช่น หมู วัว ควาย แกะ) ควรกินไม่เกินวันละ 80 กรัม (3 ออนซ์) ควรเลือกกินปลาและเนื้อสัตว์เล็กแทนสัตว์ใหญ่ ทางที่ดีควรกินสารโปรตีนจากถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง (เช่น เต้าหู้ เนื้อเทียม) แทนเนื้อสัตว์

7.กินผัก (เช่น ผักใบเขียว ผักกะกล่ำ ดอกกะหล่ำ ผักคะน้า เป็นต้น), ผลไม้ (เช่น ฝรั่ง แอปเปิล มะละกอ องุ่น ฟักทอง มะเขือเทศ ส้ม เป็นต้น, เมล็ดธัญพืช (เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง งา ลูกเดือย ถั่วต่างๆ เป็นต้น) หัวพืชต่างๆ (เช่น เผือก มัน แครอต หัวไช้เท้า เป็นต้น) และพวกกล้วยให้มากๆ ทุกวันอาหารเหล่านี้จะมีสารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง เช่น กากใย, สารฟีนอล (phenol), สารฟลาโวน (flavones) สารแคโรทีน (carotene) เป็นต้นผักและผลไม้ควรกินวันละ 400-800 กรัม (15-30 ออนซ์) หรือ 5 ส่วนหรือมากกว่า กินให้มากและหลากหลายตลอดทั้งปี (1 ส่วนเท่ากับผักสด 1 ถ้วยตวงขนาด 250 มล. หรือผักสุกครึ่งถ้วยตวง หรือผลไม้ 1 ผล หรือผลไม้หั่นครึ่งถ้วยตวง) ส่วนเมล็ดธัญพืช หัวพืชต่างๆ และพวกกล้วย ควรกินวันละ 600-800 กรัม (20-30 ออนซ์) หรือ 7 ส่วนหรือมากกว่า พยายามกินอาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป

8.ลดการกินอาหารของรมควัน ย่าง หรือของทอดจนเกรียม (เพราะมีสารก่อมะเร็ง)

9.จำกัดการกินเกลือและอาหารเค็ม ผู้ใหญ่กินเกลือวันละไม่เกิน 6 กรัม (7.5 มล.หรือหนึ่งช้อนชาครึ่ง) ส่วนเด็กวันละไม่เกิน 3 กรัมต่อ 1,000 กิโลแคลอรี

10.อย่าอยู่กลางแดดจัดๆ เป็นเวลานานๆ

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง

1.การคลำเต้านมในท่ายืน ใช้ฝ่ามือด้านตรงข้ามคลำตรวจเต้านมทีละข้าง สังเกตดูว่ามีก้อนอะไรดันอยู่ หรือสะดุดใต้ฝ่ามือหรือไม่ (มะเร็งของเต้านมมักจะพบที่ส่วนบนด้านนอกของเต้านมมากกว่าส่วนอื่น จึงควรสังเกตดูบริเวณนี้ให้ละเอียด)

2.การดูเต้านมตรงหน้ากระจกเงา ในท่ามือเท้าเอว และท่าชูมือขึ้นเหนือศีรษะ สังเกตดูลักษณะเต้านมทั้ง 2 ข้างโดยละเอียด เปรียบเทียบดูขนาด รูปร่าง หัวนม และการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังทุกส่วนของเต้านม (เช่น รอยนูนขึ้นผิดปกติ, รอยบุ๋ม, หัวนมบอด, ระดับของหัวนมไม่เท่ากัน)

3.การคลำเต้านมในท่านอน ควรใช้หมอนหรือผ้าห่มหนุนตรงสะบัก ให้อกด้านที่ จะตรวจแอ่นขึ้น ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ

4.(ในท่านอน) ใช้ฝ่ามือข้างซ้ายคลำเต้านมข้างขวาโดยคลำไปรอบๆ หัวนมเป็นรูปวงกลม ไล่จากด้านนอกเข้ามายังหัวนม

5.แล้วใช้นิ้วบีบหัวนม สังเกตดูว่ามีน้ำเหลือง หรือเลือดออกจากหัวนมหรือไม่ ให้ทำการตรวจเต้านมข้างขวาโดยใช้มือซ้าย ทำซ้ำข้อ 3,4,5





แหล่งข้อมูล : www.thailabonline.com
[ ... ]

การรักษามะเร็ง

หากสงสัย โดยเฉพาะคนที่มีอาการไข้เรื้อรังเป็นแรมเดือน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่พบอาการที่ชัดเจนอื่นๆ หรือมีอาการเข้าได้กับสัญญาณอันตรายประการใดประการหนึ่ง ควรส่งไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจพิเศษ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจอุจจาระ เอกซเรย์ทำสะแกน (scan) ตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์ (biopsy) และให้การรักษาด้วยการผ่าตัด, ฉายรังสี (รังสีบำบัด),หรือให้ยารักษามะเร็ง (เคมีบำบัด) หรือปลูกถ่ายอวัยวะ (เช่น ไขกระดูก) ผลการรักษา ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง ระยะความรุนแรงของโรค และสภาพของผู้ป่วย (ความร่วมมือในการรักษา, การปฏิบัติตน, ความแข็งแรงขะงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย, กำลังใจ เป็นต้น) มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ, มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด, มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด, มะเร็งในช่องปาก, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งโพรงหลังจมูก, มะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ถ้าหากได้รับการรักษาตั้งแต่แรก อาจมีชีวิตอยู่ได้นาน หรืออาจหายขาดได้ส่วนมะเร็งตับหรือปอดมักอยู่ได้ไม่นาน เฉลี่ยประมาณ 6-12 เดือนสัญญาณอันตราย 7 ประการ : อาการของมะเร็งในระยะเริ่มแรก อาจสรุปได้ 7 ประการได้แก่

1.การเป็นแผลที่ไม่รู้จักหาย (ปกติควรจะหายภายใน 2 สัปดาห์)

2.การมีตุ่ม ไต ก้อนแข็ง เกิดขึ้นในที่ซึ่งปกติไม่ควรมี โดยเฉพาะบริเวณเต้านม ในช่องท้อง บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ

3.มีอาการผิดปกติเรื้อรังของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ กลืนอาหารไม่ลง ท้องผูกสลับ กับท้องเสียอยู่เรื่อย ถ่ายเป็นมูกปนเลือดเรื้อรัง

4.มีอาการไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบแห้งอยู่นาน

5.มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน ที่เคยมีอยู่ก่อน เช่น วันดีคืนดี ก็มีอาการคันเกาแตกเป็นแผล

6.มีอาการผิดปกติของประจำเดือนในผู้หญิง เช่น มีประจำเดือนกะปริดกะปรอย

7.มีน้ำเหลืองหรือเลือด หรือสิ่งผิดปกติอื่นๆ ออกจากตา หู จมูก เต้านม ช่องคลอด ทวารหนัก

ข้อแนะนำเกี่ยวกับมะเร็งและการรักษา

1.การรักษาโรคนี้ผู้ป่วยจำต้องมีความอดทน และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ อย่าเชื่อชาวบ้านด้วยกันอย่างผิดๆ อย่าเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อย และอย่าหันไปพี่งยาหม้อหรือไสยศาสตร์ แทนการแพทย์แผนปัจจุบัน วิธีการดังกล่าวอาจช่วยให้เกิดกำลังใจดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจะรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้

2.ทั้งผู้ป่วยและญาติ ควรหาทางเสริมสร้างกำลังใจ ด้วยการยอมรับความจริง, ทำใจให้อยู่กับปัจจุบันและใช้เวลาปัจจุบันให้มีคุณค่าที่สุด, ระหว่างการรักษากับแพทย์และยังสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดี ก็ทำหน้าที่การงานที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด, หาโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น, ทำสมาธิ หรือเจริญสติสวดมนต์ภาวนาตามหลักศาสนาที่นับถือ, เจริญมรณสติ และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิต, หาทางเข้ากลุ่ม พูดคุยปรับทุกข์ และให้กำลังใจร่วมกันกับผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งด้วยกัน (เช่น การเข้า กลุ่มหรือชมรมช่วยเพื่อน)

3.มะเร็งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ ถ้าตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่เป็น ดังนั้นจึงควรแนะนำให้ประชาชนทั่วไปทราบถึง " สัญญาณอันตราย 7 ประการ" ของโรคนี้ หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ เมื่อแพทย์ตรวจแล้วว่าไม่เป็นมะเร็ง ก็สบายใจได้อย่าได้วิตกกังวลจนเกินเหตุ

4.ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติ ก็ควรหมั่นปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจเช็กมะเร็งในระยะเริ่มแรก (ก่อนปรากฏอาการ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยมีญาติพี่น้องเป็นมะเร็ง ตามแนวทางดังนี้


4.1 ทั้งชาย และหญิง



•อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งทวารหนักด้วยวิธีส่องกล้อง (sigmoidoscope) ทุก 3-5 ปี และตรวจอุจจาระดูว่า มีเลือดออกหรือไม่ โดยวิธีที่เรียกว่า "Occult blood test" ทุกปี

•อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งทวารหนัก ด้วยการใช้นิ้วตรวจภายในทวารหนัก (digital rectal examination) ทุกปี


4.2 เฉพาะผู้ชาย



•อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก ด้วยการใช้นิ้วตรวจภายในทวารหนัก และตรวจเลือดหาสารพีเอสเอ (PSA/Prostate-specific antigen)


4.3 เฉพาะผู้หญิง



•อายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งโสดและแต่งงานแล้ว หรืออายุต่ำกว่านี้ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุ 35-60 ปี ที่แต่งงานแล้ว) ควรตรวจหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก ด้วยวิธีแพ็ปสเมียร์ (Pap smear/Papanicolaou test) ปีละครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 3 ครั้ง เมื่อพบว่าปกติ ก็เว้นไปตรวจทุก 3-5 ปี หรือตามคำแนะนำของแพทย์

•อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือน

•อายุ 20-40 ปี ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมทุก 3 ปี และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละครั้ง

•อายุ 40-50 ปี ควรตรวจหามะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรก ด้วยการถ่ายภาพรังสี ที่เรียกว่า แมมโมกราฟี (mammography) ทุก 1-2 ปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี




แหล่งข้อมูล : www.thailabonline.com
[ ... ]

อาการของมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ

ในระยะแรกมักจะไม่ปรากฏอาการ ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น (อาจนานเป็นเดือน เป็นปี) จะมีอาการทั่วไป (พบร่วมกันในมะเร็งทุกชนิด) คือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อาจมีไข้ เรื้อรัง ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน ซีด เป็นลม ใจหวิว คล้ายหิวข้าวบ่อย ส่วนอาการเฉพาะของแต่ละโรค (ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนจะมีอาการทั่วไป) เกิดจากก้อนมะเร็งไปกดเบียดหรือทำลายอวัยวะที่เป็น พอจะสรุปได้ดังนี้

1.มะเร็งผิวหนัง ส่วนมากจะเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงของไฝ ปาน หรือ จุดตกกระในคนแก่ โดยมีอาการคันแตกเป็นแผล เรื้อรังไม่ยอมหาย โดยไม่มีอาการเจ็บปวด ต่อมาแผลโตขึ้นเร็ว และมีเลือดออก มีสาเหตุสัมพันธ์กับการถูกแสงแดด (แสงอัลตราไวโอเลต) การกินยาที่เข้า สารหนู หรือน้ำมันดินที่มีผสมอยู่ในยาจีนยาไทย การสัมผัสถูกสารหนู หรือน้ำมันดิน การระคายเรื้อรังต่อไฝ ปานหรือหูดที่มีอยู่ก่อน

2.มะเร็งในช่องปาก จะมีก้อนหรือแผลเรื้อรังเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก เยื่อบุช่องปาก ลิ้น โดยเริ่มจากฝ้าขาวๆ ที่เรียกว่า ลิวโคพลาเคีย (Leukoplakia) มีสาเหตุสัมพันธ์กับการระคายเรื้อรัง เช่น กินหมาก จุกยาฉุน ฟันเกหรือใส่ฟันปลอมไม่กระชับ ดื่มเหล้าเข้มข้น (ไม่ผสมเจือจาง) สูบบุหรี่

3.มะเร็งที่จมูกและโพรงหลังจมูก มีอาการเลือดออกทางจมูก หน้าชา คัดจมูก ปวดศีรษะ ต่อมาอาจมีเลือดปนน้ำเหลืองออกทางจมูก หูอื้อ กลืนไม่ได้ ตาเข ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มะเร็งที่โพรงหลังจมูก มีสาเหตุสัมพันธ์กับการดื่มเหล้าเข้มข้น สูบบุหรี่ การติดเชื้อไวรัสอีบีวี (EBV)

4.มะเร็งที่กล่องเสียง มีอาการเสียงแหบเรื้อรังและอาจมีอาการเจ็บคอ เวลากลืนเหมือนมีก้างติดคอต่อมามีเลือดออกปนกับเสมหะ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการดื่มเหล้าเข้มข้น การสูบบุหรี่จัด การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี

5.มะเร็งปอด มีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด ไอออกเป็นเลือดปนเสมหะ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ การสูดควันดำจากท่อไอเสียรถ เขม่าจากโรงงาน สารใยหิน (asbestos) หรือฝุ่นนิกเกิล

6.มะเร็งหลอดอาหาร เริ่มแรกอาจรู้สึกเจ็บเวลากลืนอาหาร ต่อมากลืนข้าวสวยไม่ได้ ต่อมากลืนข้าวต้มไม่ได้ จนในที่สุดกลืนได้แต่ของน้ำๆ หรือ กลืนอะไรก็ไม่ลงเลย พบมากในผู้ชาย มีสาเหตุสัมพันธ์กับการกินอาหาร และดื่มของร้อนๆ (เช่น น้ำชาร้อน ๆ), การดื่มเหล้าเข้มข้น, การสูบบุหรี่, ภาวะขาดวิตามินเอ เป็นต้น

7.มะเร็งกระเพาะอาหาร มีอาการท้องอืด แน่นท้องอยู่เรื่อย เบื่ออาหาร ต่อมาอาจมีอาเจียน คลำก้อนได้ที่ใต้ชายโครงซ้าย น้ำหนักลด ซีด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ จากเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) แบบเรื้อรัง, การกินอาหารที่มีสารไนเทรตหรือไนโตรซามีน, อาหารเค็มหรืออาหารหมักเกลือ, อาหารประเภทรมควัน, กรรมพันธุ์, การมีประวัติการผ่าตัดกระเพาะอาหาร เป็นต้น

8.มะเร็งตับอ่อน เริ่มแรกอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ต่อมามีอาการปวดท้อง และปวดหลังดีซ่าน ถ่ายอุจจาระสีซีดขาว เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ สารไนโตรซามีนสารไฮโดรคาร์บอน การกินอาหารพวกไขมันและโปรตีนสูง และอาจมีสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์

9.มะเร็งลำไส้เล็ก มักมีอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือถ่ายดำ น้ำหนักลด เป็นไข้ หรือมีภาวะลำไส้อุดตัน (ปวดท้องรุนแรง อาเจียน) บางรายอาจมีอาการดีซ่าน ถ่ายอุจจาระสีซีด ขาว อาจคลำได้ก้อนในช่องท้อง อาจมีสาเหตุสัมพันธ์กับการเป็นลำไส้เล็กอักเสบเรื้อรัง

10.มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีอาการท้องผูกสลับกับท้องเดินแบบเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นเลือด หรือมูกปนเลือดเรื้อรัง ปวดท้อง ปวดหลัง ซีด น้ำหนักลด มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูง, การกินอาหารที่มีกากใยน้อย แต่กินพวกไขมันมาก, ประวัติการเป็นมะเร็งในญาติพี่น้อง เป็นต้น

11.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะมีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นก้อนที่บริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ อาจมีไข้เรื้อรัง มีสาเหตุสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เอชทีแอลวี-1, เชื้ออีบีวี, เอดส์, การได้รับยาเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัดมาก่อน เป็นต้น

12.มะเร็งเต้านม คลำได้ก้อนที่เต้านม หัวนมบุ๋ม (เดิมเป็นปกติ เพิ่งมาบุ๋มตอนหลัง) หรือมีน้ำเหลืองหรือเลือดออกทางหัวนม ต่อมาจะมีต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกันโต ผู้หญิงที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ เช่น ผู้หญิงที่มีมารดาเป็นมะเร็งเต้านม ก่อนวัยหมดประจำเดือน หรือมีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้หลังวัยประจำเดือน, ผู้หญิงเกิน 50 ปี ที่ยังไม่มีบุตร, ผู้หญิงที่มีบุตรคนแรกเมื่ออายุเกิน 30 ปี, ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นโรคเต้านมเรื้อรัง, คนอ้วน, ผู้ที่สัมผัสถูกรังสี หรือดื่มเหล้า

13.มะเร็งปากมดลูก มีเลือดออกเวลาร่วมเพศ มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด หรือมีตกขาวเรื้อรัง มีสาเหตุสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวี (HPV/Human papilloma virus) ของปากมดลูกซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร่วมกับปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น การกินยาเม็ดคุมกำเนิด การสูบบุหรี่ เป็นต้น โรคนี้พบมากในผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย มีสามีหลายคน หรือมีสามีสำส่อนทางเพศ และในหญิงบริการ

14.มะเร็งอัณฑะ พบมีก้อนแข็งที่ถุงอัณฑะ และโตขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมด้วย สาเหตุ ยังไม่ทราบ พบว่า ผู้ที่มีอัณฑะไม่เลื่อนลงถุงอัณฑะ ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด อาจค้างอยู่ในช่องท้อง หรือขาหนีบ มีโอกาสเป็นมะเร็งอัณฑะมากขึ้น

15.มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัดและบ่อย มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ การสัมผัสถูกสารอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (aromatic hydrocarbon) ที่เป็นสารประกอบของสีที่ใช้ทางอุตสาหกรรม, การกินอาหารพวกเนื้อปิ้ง ย่าง และไขมันมาก

16.มะเร็งต่อมลูกหมาก มักไม่มีอาการแสดง จนกระทั่งแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง ทำให้มีอาการขัดเบา ปัสสาวะลำบาก หรือ ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นเลือด ปวดหลังหรือปวดสะโพกน้ำหนักลด มักพบในคนอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีสาเหตุสัมพันธ์กับฮอร์โมนแอนโดรเจน และพบว่าผู้ที่มีประวัติญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ หรือเคยทำหมันชาย มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูงขึ้น

17.มะเร็งกระดูก มีอาการข้อบวม กระดูกบวม บางครั้งพบหลังเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เข้าใจว่าเป็นกระดูกหักได้

18.มะเร็งของลูกตาในเด็ก (Retemoblastoma) นัยน์ตาดำของเด็กมีสีขาววาวคล้ายตาแมว เด็กจะบ่นว่าตาข้างนั้นมัว หรือมองอะไรไม่เห็น เมื่อเป็นมากขึ้น ตาจะเริ่มปูดโปนออกมานอกเบ้าตา

19.มะเร็งรังไข่หรือไต มีอาการมีก้อนในท้อง ท้องมาน ส่วนมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งในสมอง จะมีอาการแบบเดียวกับเนื้องอกในสมอง มะเร็งต่อมไทรอยด์




แหล่งข้อมูล : www.thailabonline.com
[ ... ]

มะเร็ง หรือ เนื้อร้าย

มะเร็งหรือเนื้อร้าย คือ เนื้องอกชนิดร้ายที่กลายมาจากเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย มีการเจริญเติบโตและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย และมีโทษต่อร่างกาย ในปัจจุบันมะเร็งเป็นสาเหตุการตายในอันดับแรกๆ ของคนไทย ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งในช่องปาก พบมากในคนอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบในเด็ก และคนหนุ่มสาวได้สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีปัจจัยหลายๆ อย่างร่วมกัน ซึ่งพอจะแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ
1. ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น

•ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

•เชื้อชาติ ชาวญี่ปุ่นเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมาก ชาวจีนเป็นมะเร็งของโพรงหลังจมูก และหลอดอาหารมาก

•เพศ มะเร็งตับ มะเร็งปอด พบมากในผู้ชาย มะเร็งของเต้านม มะเร็งผิวหนัง พบมากในผู้หญิง

•อายุ มะเร็งของลูกตา (Retinoblastoma) มะเร็งของไต พบมากในเด็ก

•กรรมพันธุ์ มะเร็งเต้านมบางชนิด มะเร็งของต่อมไทรอยด์บางชนิด มะเร็งกระเพาะอาหาร

•มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ พบว่า มีความสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ เป็นต้น


2. ปัจจัยภายนอกร่างกาย ได้แก่

•สารกายภาพต่างๆ ได้แก่ การระคายเคืองเรื้อรัง เช่น



1.ฟันปลอมที่ไม่กระชับ เวลาเคี้ยวอาหารจะมีการเสียดสีกับเหงือกหรือเพดานปาก อาจทำให้เกิดมะเร็งของเหงือก หรือเพดานปากได้

2.การกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดเป็นประจำ อาจจะมีการระคายบริเวณหลอดอาหาร อาจทำให้เป็นมะเร็งของหลอดอาหารได้

3.รังสีต่างๆ ถ้าร่างกายได้รับเป็นระยะนาน ๆ ก็อาจเกิดมะเร็งอวัยวะต่างๆ ได้

4.แสงอัลตราไวโอเลต อาจทำให้เป็นมะเร็งของผิวหนัง และริมฝีปาก ถ้าถูกแดดจัดๆ เป็นระยะนานๆ

•สารเคมี ในปัจจุบันพบสารก่อมะเร็ง (carcinogen) มากกว่า 450 ชนิด อยู่ในรูปของอาหาร พืช และสารเคมีต่างๆ เช่น



1.สารหนู อาจทำให้เป็นมะเร็งของผิวหนัง

2.บุหรี่ มีสารเบ็นซ์ไพรีน (benzpyrine) ที่เรียกว่า "ทาร์" หรือ "น้ำมันดิน" และสารเคมีพวกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (aromatic hydrocarbon) ทำให้เกิดมะเร็งปอด ช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง หลอดอาหาร ตับอ่อน ปากมดลูก กระเพาะปัสสาวะได้

3.แอลกอฮอล์ ทำให้เกิดมะเร็งช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง ตับ หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ เต้านม

4.เบนซีน ทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว

5.การเคี้ยวหมากหรือการจุกยาฉุน นอกจากจะมีการระคายเรื้อรังแล้ว ยังมีสารเคมีที่ทำให้เป็นมะเร็งของช่องปากได้

6.สารไนโตรซามีน (nitrosamine) ในอาหาร ทำให้เกิดมะเร็งของตับ กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่

7.ดีดีที เมื่อเข้าในร่างกาย อาจเปลี่ยนเป็นสารไดไนโตรซามีน ซึ่งมีฤทธิ์เหมือนไนโตรซามีน

•ฮอร์โมน ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งช่องคลอด และโพรงมดลูก ฮอร์โมนแอนโดรเจน มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก

•การติดเชื้อ เช่น



1.การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี และซี มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งตับ

2.การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV/Human papilloma virus) มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งกล่องเสียง หรือทอนซิล

3.การติดเชื้อไวรัสเอชทีแอลวี-1 (HTLV-1/Human T-cell leukemia virus) มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

4.การติดเชื้อไวรัสอีบีวี (EBV/Epstein-Bar virus) สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดเบอร์กิต (Burkitt's lymphoma) และมะเร็งโพรงหลังจมูก

5.การติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง, มะเร็งของหลอดเลือดที่เรียกว่า Kaposi sarcoma

6.การติดเชื้อ เอชไพโลไร (H. pylori/Helicobacter pylori) มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

•สารพิษ เช่น อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) จากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหาร ทำให้เกิดมะเร็งของตับ

•พยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ตับ ทำให้เกิดมะเร็งของตับ

•อาหาร



1.ภาวะขาดอาหาร เช่น โรคตับแข็ง ซึ่งเกิดจากการขาดสารโปรตีน จะกลายเป็นมะเร็งตับได้ง่าย

2.การบริโภคอาหารพวกไขมันมาก อาจสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ รังไข่ ต่อมลูกหมาก มดลูก และตับอ่อน

3.การบริโภคผักและผลไม้ วันละ 400-800 กรัม ช่วยลดการเกิดมะเร็งช่องปาก ลำคอ หลอดอาหารกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน เต้านม และกระเพาะปัสสาวะ

แหล่งข้อมูล : www.thailabonline.com
[ ... ]

มะเร็งคืออะไร

มะเร็ง เป็นเนื้องอกชนิดร้ายที่เนื้อมะเร็งมีการแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อปรกติที่อยู่โดยรอบ เป็นเซลล์ร่างกายที่มีการแบ่งตัวไม่เป็นไปตามแบบแผนอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุม สามารถแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นของร่างกายที่ห่างไกลออกไป และไม่ติดต่อกับก้อนมะเร็งเดิม มะเร็งสามารถเกิดจากเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย ยกเว้น ขน ผม เล็บที่งอกออกมาแล้วเท่านั้น

การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง มีได้ 4 วิธี คือ

1. โดยทางกระแสเลือด (หลุดเข้ากระแสเลือด แล้วไปเจริญเติบโตในอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง เป็นต้น)
2. กระแสน้ำเหลือง (หลุดเข้าหลอดน้ำเหลือง แล้วไปเจริญเติบโตในต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง หรืออยู่ห่างไกลออกไป และสามารถแพร่กระจายเข้าสู่หลอดเลือดอีกทีหนึ่ง)
3. การฝังตัวของเซลล์มะเร็ง (หลุดแล้ว ตกไปงอกตรงส่วนที่มีเซลล์มะเร็งตกอยู่)
4. การแพร่กระจายแทรกตัวไปตามพื้นผิวภายในอวัยวะที่เป็นมะเร็งและอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างเคียง

สาเหตุการเกิดมะเร็ง

สาเหตุที่แท้จริงของโรคมะเร็ง ในปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัด แต่มีข้อมูลสนับสนุนว่า มาจากสาเหตุหลายๆอย่างร่วมกัน เช่น

1. สาเหตุภายในร่างกายเอง (เชื้อชาติ, พันธุกรรม, เพศ, อายุ เป็นต้น)
2. สาเหตุจากภายนอกร่างกาย (ทางกายภาพ - แสงอาทิตย์, นิ่ว, แผลจากไฟไหม้, น้ำร้อนลวก ; ทางเคมี-สารหนู, สีย้อมผ้า, บุหรี่ เป็นต้น)
3. การอักเสบจากการติดเชื้อเรื้อรังนานๆ
4. ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเป็นมะเร็ง โดยจะพบค่าผิดปรกติ เมื่อเป็นโรคมะเร็ง

การดูแลตนเองให้พ้นจากมะเร็ง

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารจำพวกดิบๆสุกๆ, มีไขมันสูง, ปิ้ง-ย่าง, ดองเค็ม, อาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรต-ไนไตรท์ หรืออาหารที่เก็บทิ้งไว้นานจนเชื้อราขึ้น นอกจากนี้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งยังมาจากการกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือการตากแดดจัดเป็นเวลานานๆ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ ดังนั้นจึงควรให้การดูแลสุขภาพอนามัยเป็นประจำสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัยครบทั้งห้าหมู่ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด เมล็ดธัญพืชอื่นๆ การออกกำลังกายเป็นประจำ ร่วมไปกับการดูแลน้ำหนักไม่ให้มากเกินไป และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค โดยพยายามทำจิตใจให้ เบิกบาน ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง แต่เมื่อตรวจพบอาการผิดปรกติให้รีบมาปรึกษาแพทย์ทันที


แหล่งข้อมูล : www.ramaclinic.com
[ ... ]

ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับ โรคมะเร็ง

มะเร็ง คือ เซลล์ทีเปลี่ยนสภาพไปเป็นเนื้อร้าย เติบโตและขยายตัวในหลอดเลือด และน้ำเหลือง กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งหากเป็นส่วนที่สำคัญ เช่น ปอด ตับ สมอง ก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วโดยมีสารเคมีที่เรียกว่า คาร์ซิโนเจน (Carcinogen) เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โครโมโซมในนิวเคลียสของเซลล์ผิดปกติไปจนกลายเป็นมะเร็งที่มีการแบ่งตัวขยายออกไปเรื่อยๆ
อาการที่ส่อเค้า

1.ก้อนเนื้อ ตุ่มบนหรือใต้ผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย

2.หูด ปาน ที่ผิดปกติ

3.แผลเรื้อรัง

4.ตกขาว โลหิต หรือเมือกผิดปกติที่ออกทางช่องคลอดมาก

5.ไอ เสียงแหบ โดยที่ไม่ได้เป็นหวัด และหาสาเหตุไม่ได้

6.เบื่ออาหาร ร่างกายผ่ายผอมอย่างรวดเร็ว กลืนอาหารลำบาก เจ็บคอ

7.ระบบการขับถ่ายผิดปกติเป็นเวลานาน

การบำบัดรักษา
ระยะเริ่มแรก แพทย์อาจใช้การผ่าตัด ฉายแสง ใส่แร่เรเดียมซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้กว่า 30 %
ระยะที่เป็นมานานแล้ว มักใช้สารเคมีเข้าบำบัด (Chemotherapy) บางรายต้องใช้การฉายแสงรังสี เพื่อประคองชีวิต
มะเร็งสามารถเกิดได้ที่อวัยวะใดบ้าง เซลล์ร้ายตัวนี้ สามารถเกิดได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย แต่ที่พบมากได้แก่
มะเร็งเต้านม พบมากที่สุดอันดับหนึ่งของผู้หญิง สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ฮอร์โมนที่ผิดปกติ ความอ้วน อาหารที่รับประทานมีไขมันสูง การลุกลามของมะเร็งจากอวัยวะอื่นมายังเต้านม ป้องกันได้ด้วยการตรวจเป็นประจำด้วยแพทย์หรือตนเอง
มะเร็งปากมดลูก เชื่อว่าเกิดจากเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Viruses) การตรวจหามะเร็งชนิดนี้ควรตรวจหลังหมดประจำเดือน 1 สัปดาห์ และควรงดการมีพศสัมพันธ์ 24-48 ชั่วโมง ก่อนการตรวจ
มะเร็งผิวหนัง มักพบในผู้สูงอายุในวัย 40-50 ปีขึ้นไป ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ได้แก่ แสงแดด หรือแสงอุลตร้าไวโอเลต บริเวณของผิวหนังจะเกิดความผิดปกติ เช่น ก้อนตุ่มเล็ก ที่เริ่มขยายวงกว้างออกไป หรือโตขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นหากเป็นแผลที่ผิวหนัง และไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาให้หายขาด
มะเร็งปอด เกิดจากความสกปรกของอากาศ รังสี สารเคมีที่ปนเปื้อนในบรรยากาศ การสูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน แผลเรื้อรังในปอด สังเกตได้จากอาการไอเป็นระยะเวลานาน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร เจ็บคอเจ็บหน้าอก เสียงแหบ หายใจลำบาก กลืนอาหารลำบาก เหล่านี้ล้วนส่ออาการเริ่มต้นของมะเร็งปอดทั้งสิ้น การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยการเอ๊กซเรย์ปอด และลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดได้ด้วยการงดสูบบุหรี่
มะเร็งช่องปาก เกิดได้กับกระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก เพดานปาก พื้นปาก และริมฝีปาก สาเหตุจากอวัยวะดังกล่าวมีสิ่งมาทำให้ระคายเคืองซ้ำ ๆ นาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายในช่องปากเอง ฟันที่แหลมคม เหงือกอักเสบ หรืออาหารที่รับประทาน อาการที่สังเกตได้ เช่น มีแผลในช่องปากนานเกิน 3 สัปดาห์ มีฝ้าขาว ตุ่มนูน มีก้อนในช่องปาก และแตกเป็นแผล ลิ้นเป็นแผลเรื้อรัง เป็นต้น
มะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะสืบพันธ์ชาย ที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก ไต อวัยวะเพศชาย แต่ก็สามารถเกิดได้กับลูกอัณฑะ ถุงอัณฑะ ได้เช่นกัน อาการที่บ่งบอกความเสี่ยง คือ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัด กระปิดประปรอย แผลเรื้อรังที่มีเลือดออกร่วมกับกลิ่นเหม็นของอวัยวะเพศชาย อาการคันหรือเม็ดตุ่มต่าง ๆ ก้อนที่คลำได้บริเวณสีข้าง ท้องน้อย
มะเร็งตับ ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน แต่ลุกลามขยายผลได้จากไวรัสตับอักเสบชนิดบี ในรายที่เป็นพาหะในระยะเริ่มต้นของมะเร็งชนิดนี้ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการจนกระทั่งก้อนมะเร็งเริ่มโตจนผู้ป่วยเริ่มอึดอัด ท้องบวม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด สามารถตรวจพบได้ด้วยการอุลตร้าซาวด์ (Ultrasound) ซึ่งจะพบได้ต่อเมื่อก้อนมีขนาดตั้งแต่ 1 ซม.ขึ้นไป

ข้อแนะนำป้องกันมะเร็ง

1.หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และอย่าลืมบอกสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้แพทย์ทราบ เพื่อให้การวินิจฉัยที่จะบ่งชี้การเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น

2.หากบุคคลในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง โอกาสเสี่ยงย่อมมากกว่าคนอื่น ดังนั้น ควรใส่ใจดูแลสุขภาพให้มาก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เร่งการก่อมะเร็ง

3.เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีน พร้อมทั้งลดอาหารจำพวกหมัก ดองต่าง ๆ ลงด้วย

4.งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

5.กรณีที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ควรลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

6.หยุดสูบบุหรี่ ตัวการของโรคหลายชนิด

7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

8.หลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้ง ควรปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดที่มีสาร SPF 25 ขึ้นไป

9.หลีกเลี่ยงมลภาวะเป็นพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม

10.สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดกับร่างกายหรือตุ่มเนื้อ สิว ไฝ ปาน ว่าลุกลาม ขยายขนาดอย่างต่อเนื่องหรือไม่





แหล่งข้อมูล : www.bangkokhealth.com
[ ... ]