Showing posts with label มะเร็งเม็ดเลือดขาว. Show all posts
Showing posts with label มะเร็งเม็ดเลือดขาว. Show all posts

Friday, October 3, 2008

อาการ การวินิจฉัย และการรักษา มะเร็งเม็ดเลือดขาว - Leukemia

อาการ

1. เลือดจาง ซีด
2. หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย
3. เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง เหงือก เป็นจ้ำตามตัว
4. ต่อมน้ำเหลืองโต อาจพบก้อนในท้องเนื่องจากตับ ม้ามโต
5. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย มีไข้

การวินิจฉัย

เนื่องจากอาการแสดงต่างๆ ที่กล่าวเป็นอาการของโรคอื่นๆ อีกหลายชนิดที่ไม่ใช่ลิวคีเมีย เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวินิจฉัยแยก จากโรคอื่นๆ โดยการตรวจเลือดและการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่นการตรวจไขกระดูก ก่อนที่จะบอกได้แน่นอน โรคนี้เป็นโรคร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วยากที่จะรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นการวินิจฉัย จึงต้องกระทำด้วยความระวัง ควรจะมีหลักฐานเพียงพอก่อน ที่จะให้การวินิจฉัยลงไปอย่างแน่นอนว่า ผู้ป่วยเป็นลิวคีเมียจริง

การวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาว สามารถทำได้ค่อนข้างง่าย จากการดูลักษณะเม็ดเลือดที่ได้ จากการเจาะเลือดตามปกติ เรียกว่าการตรวจ complete blood count (CBC) ผู้ตรวจที่มีความชำนาญ สามารถให้การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว จากการดูสไลด์เพียงแผ่นเดียว อย่างไรก็ดี มีความจำเป็นต้องตรวจเลือดจากไขกระดูกเพิ่มเติม เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนมากขึ้น การเจาะไขกระดูกดังกล่าวทำได้โดย ใช้เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดูดเลือด จากไขกระดูกบริเวณสะโพก หรือบริเวณกลางหน้าอก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรม หรือทางโลหิตวิทยาจะสามารถให้การวินิจฉัยได้

การรักษา

การรักษา โดยทั่วไปจะใช้วิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก นอกจากนี้แพทย์อาจใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก และรังสีรักษา เพื่อเสริมการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว การตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด และอายุของผู้ป่วยด้วย ข้อแนะนำสำหรับการป้องกันโรคนี้ คือ การหลีกเลี่ยงเกี่ยวกับการสัมผัสกับกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ยาฆ่าแมลง สีทาบ้าน ควันพิษต่างๆ และผู้ที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคที่ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละครั้ง

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง และสภาพของผู้ป่วยแต่ละคน หากเป็นชนิดเรื้อรัง แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดแบบรับประทาน เพื่อให้จำนวนเม็ดเลือดที่ผิดปกติลดลง และขนาดของตับม้ามลดลงในเวลาที่เหมาะสม การให้ยารับประทานอาจมีการปรับขนาดของยาบ้างตามจำนวนเม็ดเลือดขาว แต่จะให้ไปเรื่อยๆ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ถึงแม้จะมีอาการไม่มาก แต่เป็นมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว วิธีที่อาจรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ให้หายขาดและได้ผลดีได้ คือการปลูกถ่ายไขกระดูก

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน มีเป้าหมายคือต้องการให้โรคเข้าสู่ระยะสงบ (remission) ระยะสงบเป็นระยะที่จำนวนของเซลล์มะเร็งลดลง และเซลล์ปกติมีจำนวนและหน้าที่กลับมาปกติ ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะสงบจะอยู่ในระยะนี้ได้ประมาณ 3-9 เดือน หลังจากนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นโรคใหม่ (relapse)

การรักษาเพื่อให้เข้าสู่ระยะสงบนั้น รักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ขนาดค่อนข้างสูง เข้าทางเส้นเลือด หลังจากให้ยา ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ผมร่วง และเม็ดเลือดต่ำลง ทำให้ติดเชื้อง่ายและมีไข้ ระยะนี้เป็นระยะที่เกิดภาวะแทรกซ้อนและอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อให้ยาปฏิชีวนะและให้เลือดประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้น หากผู้ป่วยไม่เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ก็จะฟื้นตัวเข้าสู่ระยะสงบ ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ป่วยจะมีอาการปกติเหมือนตอนก่อนจะป่วย แต่เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นโรคใหม่ จึงต้องให้การรักษาเพื่อที่จะป้องกันการกลับเป็นโรคใหม่ โดยการให้ยาเคมีบำบัดซ้ำในขนาดสูง หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก ดังนั้นผู้ป่วยแต่ละราย มักจะต้องได้เคมีบำบัดหลายรอบหลายครั้ง โดยทั่วไปประมาณ 3-6 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน ในปัจจุบันเราสามารถรักษา ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ให้หายขาดได้ประมาณ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 2 ของผู้ป่วยทั้งหมด การที่ผู้ป่วยแต่ละรายจะหายขาดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุด คือ อายุและสภาพร่างกายของผู้ป่วย และชนิดความผิดปกติทางพันธุกรรมของมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ผู้ป่วยเป็น

การรักษาโรคลิวคีเมียทำได้ 2 วิธี คือ

1. การป้องกันไม่ให้เกิดโรค
2. การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว


การป้องกันไม่ให้เกิดโรค

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้น ยังห่างไกลจากความเป็นจริงมาก แม้ว่าวิทยาการก้าวหน้าไปมากแค่ไหนก็ตาม เรายังไม่มีวิธีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคลิวคีเมียได้ เพราะดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนสาเหตุว่า สาเหตุต่างๆ ที่กล่าวถึงนั้นเป็นเพียงสาเหตุชักจูงเท่านั้น เรายังไม่ทราบว่า ทำไมคนบางคนได้รับสาเหตุชักจูงแล้วเป็นโรคลิวคีเมีย แต่บางคนไม่เป็น

การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว

การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้วนั้น แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ การรักษาตัวโรคลิวคีเมียเอง และการป้องกันและรักษาโรคแทรกซ้อน หรืออาการต่างๆ ที่เป็นผลจากโรคลิวคีเมีย

การรักษาตัวโรคลิวคีเมียเอง การรักษาโรคลิวคีเมียเองนั้น ทำได้โดยการใช้ยาซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเซลล์ลิวคีเมีย (และในขณะเดียวกันก็อาจจะทำลายเซลล์ เม็ดเลือดที่ปกติด้วย) ในปัจจุบันนี้ การรักษาโรคลิวคีเมียได้ผลดีขึ้นมาก ทั้งนี้ก็เป็นผลจากยาที่นำมาใช้มีคุณภาพดีขึ้น ลิวคีเมียบางชนิด อาจจะรักษาให้หายขาดได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิวคีเมียในเด็ก สำหรับลิวคีเมียในผู้ใหญ่แม้ว่าการรักษาจะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไกลจากความหวังในเรื่องหายขาด

นอกจากนี้ การรักษามีความจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับเลือดเข้าไปชดเชย เพื่อให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงมากพอ ที่จะทำหน้าที่นำออกซิเจน ไปให้อวัยวะต่างๆ ได้

การป้องกันและการรักษาโรคแทรกซ้อน การป้องและรักษาโรคแทรกซ้อนนั้น ก็ทำไปตามอาการของผู้ป่วย เช่น ซีดมากก็ให้เลือดถ้า เกล็ดเลือดต่ำ มีอาการเลือดออก ตามที่ต่างๆ ก็ต้องให้เกล็ดเลือด

ผู้ป่วยพวกนี้มักจะมีอาการติดเชื้อง่ายจาก 2 สาเหตุ คือ

1. เป็นผลจากโรคลิวคีเมียเอง เพราะมีเม็ดเลือดขาวที่ไม่ปกติ ไม่สามารถต่อสู้กับผู้ร้ายได้ เพราะฉะนั้น จึงมีการติดเชื้อบ่อย
2. เป็นผลจากการรักษาด้วยยา ซึ่งสามารถกดไขกระดูกได้ด้วย ดังนั้นเม็ดเลือดขาวอาจจะต่ำกว่าปกติระยะหนึ่ง ทำให้มีการติดเชื้อง่าย

ไม่ว่าจะเป็นผลจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งดังกล่าว เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อก็ต้องให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้น และเนื่องจากขาดเม็ดเลือดที่ดีๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเชื้อ โรคพวกนั้นได้ ก็อาจจะเป็นที่จะต้องให้เม็ดเลือดขาวที่ดีๆ เข้าไปในผู้ป่วยด้วย การหาทั้งเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาว จำเป็นต้องได้เลือดจากผู้บริจาคในวันเดียวกัน เพื่อจะทำการปั่นแยกเอาเฉพาะเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดให้ผู้ป่วย เพราะในเลือดที่บริจาคมาหลายวัน ทั้งเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดหายไป หรือเสื่อมหน้าที่ไปเกือบหมดแล้วทั้งนั้น

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคลิวคีเมียอาจมีผลแทรกซ้อนได้ เช่น ยาที่ทำลายเซลล์ลิวคีเมียโดยตรงอาจจะทำให้ผมร่วง หรือเป็นหมันได้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยส์ อาจทำให้หน้าอ้วน เป็นแผลเป็นในกระเพาะอาหาร หรือกระดูกผุได้ เป็นต้น


แหล่งข้อมูล : www.thailabonline.com
[ ... ]

Thursday, October 2, 2008

มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลิวคีเมีย - Leukemia)

ในร่างกายคนปกติมีเลือดประมาณ 70 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ประมาณ 55-60% ของเลือด เป็นส่วนที่เรียกว่า พลาสมาหรือ น้ำเลือด ที่เหลือเป็นส่วนของเม็ดเลือด ในส่วนที่เป็นเม็ดเลือดยังแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 3 ชนิด คือ


1.เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

2.เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่คล้ายตำรวจ คอยต่อสู้กับเชื้อโรคซึ่งเปรียบได้กับผู้ร้าย

3.เกล็ดเลือด มีหน้าที่เกี่ยวกับการห้ามเลือดในเวลาที่ร่างกายมีเลือดออก

ในภาวะปกติ เม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด สร้างจากเซลล์ในไขกระดูกซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ในแกนกลางของกระดูกทั่วไป ในคนปกติจะมีเม็ดเลือดอยู่หลายชนิด เช่นเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือด เป็นต้น

เม็ดเลือดแต่ละชนิดจะมีอายุขัยในร่างกายคนแตกต่างกันไป เช่นเม็ดเลือดแดงมีอายุ 120 วัน, เม็ดเลือดขาว มีอายุ 2-3 สัปดาห์ เป็นต้น เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็จะถูกปล่อยออกมาจากไขกระดูกเข้าเส้นเลือด ออกไปทำหน้าที่ต่างๆ กัน แล้วแต่ชนิดของเม็ดเลือดนั้นๆ เมื่อครบอายุของเม็ดเลือดนั้นๆ แล้วก็จะถูกทำลายไป ซึ่งส่วนใหญ่การทำลายนี้จะเกิดขึ้นที่ม้าม แล้วก็จะมีเม็ดเลือดที่เกิดมาใหม่มาทำหน้าที่ทดแทนเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ในคนปกติการสร้างและการทำงายเม็ดเลือดนี้ จะอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมของร่างกาย เพื่อให้เกิดความสมดุลย์กัน เมื่อใดก็ตามที่กลไกการควบคุมดังกล่าวเสียไป ทำให้การสร้างและการทำงานไม่ได้สมดุลย์กัน ก็จะเกิดเป็นพยาธิสภาพขึ้น ความผิดปกติเกิดขึ้นกับการแบ่งตัวเหล่านี้ เช่นได้รับสารรังสี สารเคมี หรือไวรัสบางชนิด การแบ่งตัวจะผิดปกติไป หากร่างกายไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวที่ผิดปกติเหล่านี้ไว้ได้ จำนวนเม็ดเลือดที่เกิดผิดปกติก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดภาวะมะเร็งขึ้น

Leukemia ลิวคีเมีย หมายถึงภาวะที่ร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือด ชนิดใดชนิดหนึ่งมากกว่าปกติหลายเท่า จนเป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดข้างเคียง และอวัยวะอื่นๆ ในความหมายเช่นนี้ ลิวคีเมียก็เปรียบได้กับมะเร็งของเม็ดเลือดนั่นเอง

มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งของระบบเลือด ที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวในไขกระดูกเจริญเติบโตผิดปกติ ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวออกมามากในกระแสเลือด เป็นผลให้ระบบการทำงานของเม็ดเลือดเสียไป สาเหตุของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยทางพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด และการได้รับสารเคมีบางอย่าง เช่น ยาฆ่าแมลง และสารกัมมันตภาพรังสี สามารถทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดได้

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว คือ เลือดจาง ซีด หน้ามืด เวียนศรีษะ เหนื่อยง่าย เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง เหงือกเป็นจ้ำ ตามตัวอาจพบต่อมน้ำเหลืองโต ติดเชื้อง่าย เป็นไข้บ่อยๆ และยังอาจพบก้อนในท้องเนื่องจากตับ ม้ามโต ด้วยลิวคีเมีย เกิดขึ้นเพราะมีการสร้างเม็ดเลือด (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเม็ดเลือดขาว) มากขึ้นกว่าปกติมาก จนไปเบียดเบียนแย่งที่ของเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดทำให้เกิดโรคขึ้น

เมื่อเกิดภาวะมะเร็งเม็ดเลือดขาวขึ้น จะเกิดการรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดปกติ ทำให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดถูกสร้างได้น้อยลง ผู้ป่วยก็จะมีอาการซีดลง มีจุดจ้ำเลือดขึ้นตามตัว หรือมีเลือดออกจากเยื่อบุต่างๆ ในร่างกาย อันเป็นผลจากการสร้างเกล็ดเลือดต่ำลง มีไข้ และอาจติดเชื้อรุนแรงเนื่องจากเม็ดเลือดขาวปกติ ซึ่งจะทำหน้าที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ มีปริมาณลดลง และเนื่องจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นมะเร็งที่เกิดกับเลือด ซึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างกาย มะเร็งที่เกิดขึ้นจึงกระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วตั้งแต่แรกเป็น ดังนั้นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงไม่มีการแบ่งระยะของโรค
[ ... ]

มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Multiple myeloma)

ในทางการแพทย์แล้ว มะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น มีมากมายหลายชนิดกว่าที่รู้จักกันทั่วไป และมีรายละเอียดของโรคอยู่มาก แต่ในยุคนี้ ยังมีมะเร็งเม็ดเลือดขาวอีกชนิดที่ควรรู้จักกันครับ เนื่องจากพบมากเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มของมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งหมด ที่พบในคนไทยเลยทีเดียว คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด มัลติเพิล มัยอีโลมา (multiple myeloma) ไม่มีชื่อภาษาไทยให้เรียกครับ คงต้องเรียกกันทับศัพท์ยากๆ อย่างนี้ต่อไป มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดนี้ มีลักษณะพิเศษเฉพาะหลายอย่าง ที่ไม่เหมือนกับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ที่สำคัญคือยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้ด้วย

คนที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว มัลติเพิล มัยอีโลมานี้ มักจะมีอาการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเลยทีเดียวก็ว่าได้ คือ ปวดหลัง ปวดกระดูก ร่วมกับโลหิตจาง ถ้าเกิดในคนสูงอายุ ต้องระวังให้ดี ตรวจเช็คอย่างละเอียดโดยแพทย์ หากละเลยอาจทำให้โรคเข้าสู่ระยะลุกลามมาก การดูแลรักษาจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้

อาการที่เป็นเอกลักษณ์์

โรคนี้อาจมีอาการแสดงได้หลายอย่าง เช่น มีอาการปวดหลัง ปวดกระดูก เกิดจากกระดูกมีรูพรุนไปหมด เพราะเซลล์มะเร็งปล่อยสารบางชนิดออกมา ทำให้แคลเซียมละลายออกมาจากกระดูก จนเกิดเป็นรูพรุน โดยทั่วไปมักจะเกิดกับกระดูก หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง (chronic leukemia) ส่วนที่มีลักษณะแบนๆ เช่น กระดูกกะโหลกศีรษะ กระดูกเชิงกราน กระดูกขา เป็นต้น ทำให้กระดูกหักง่าย บางคนพลิกตัวนิดเดียว กระดูกซี่โครงก็หักแล้ว บ่อยครั้งที่พบว่า มีอาการเจ็บปวดภายหลังจากไปหาหมอนวดมา เมื่อมาหาหมอจริงเลยส่งไปเอกซเรย์ พบว่ามีกระดูกหัก ตรวจไปตรวจมาพบว่าเป็นโรคนี้ก็มีบ่อยครับจากที่มีการละลายของแคลเซียม ออกมาจากกระดูก จึงทำให้ตรวจได้ว่า มีปริมาณแคลเซียมในเลือดสูง ภาวะที่ตามมาคือก็คือ มีอาการซึม ไม่โต้ตอบ ท้องผูก ปัสสาวะออกน้อย เป็นต้น

นอกจากนี้คนที่เป็นโรคนี้ จะมีปริมาณโปรตีนในเลือดสูงมากขึ้นผิดปกติด้วย ศัพท์แพทย์เรียกว่า “โกลบูลิน” เมื่อมีโปรตีนในเลือดสูงขึ้น สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ เลือดจะมีความหนืดมากขึ้น จึงทำให้เกิดอาการหลายอย่างจากที่เลือดหนืดมาก เช่น อาการทางสมอง คือมึนงงจากที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ดี หรืออาจเกิดเส้นเลือดอุดตันได้ หากเลือดหนืดมากๆ

บางคนอาจไปพบแพทย์ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องไต คือเกิดภาวะไตวายขึ้น เนื่องจากสาเหตุหลักสองประการ คือ โปรตีนที่ผิดปกติที่เซลล์มะเร็งสร้างขึ้น ไปมีพิษต่อไต และปริมาณของแคลเซียมที่สูงขึ้นในเลือด ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำร้ายไตเช่นกันบางคนอาจจะมีลิ้นโตคับปาก เนื่องจากการที่มีโปรตีนที่ผิดปกติ ไปสะสมอยู่ที่บริเวณลิ้น ทำให้พูดไม่สะดวก รับประทานอาหารไม่สะดวก บางคนอาจมีจ้ำเลือดสีคล้ำๆ ขึ้นตามตัว แขน ขา เนื่องจากโปรตีนที่ผิดปกติ ไปจับกับสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติได้

นอกจากนี้ บางคนอาจมาด้วยอาการปวดเมื่อย ตามเนื้อตัวโดยไม่รู้สาเหตุ ไปพบแพทย์มาหลายสาขา ก็หาสาเหตุไม่พบ หรือบางคนมาพบแพทย์แผนกกระดูก เพราะกระดูกหัก จะเห็นว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดนี้ เป็นโรคที่แพทย์อาจให้การวินิจฉัยยาก มีอาการทางคลินิกที่หลากหลาย หากตรวจไม่ตรงจุด อาจทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้าได้

รักษาได้ไหม ?

มีหลายวิธีครับ โดยทั่วไปมักจะเริ่มต้น ด้วยการให้ยาเคมีบำบัด เพื่อควบคุมโรคให้ได้ก่อน ยาเคมีบำบัดที่ให้ส่วนใหญ่ ผลข้างเคียงไม่มากนัก แต่หากจะให้อาการดีขึ้นไปอีก อาจต้องทำการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งในบางกรณีต้องทำถึงสองครั้งในคนๆ เดียวกัน หากผลการรักษายังไม่เป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามในคนสูงอายุ หรือสภาพร่างกายไม่แข็งแรงพอ อาจจะให้ยา เพียงเพื่อควบคุมโรคไม่ให้ลุกลาม เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ นอกจากนี้ในบางคนหากมีอาการปวดกระดูกมาก หรือมีก้อนของเนื้อร้ายเกิดขึ้น ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของร่างกาย ก็อาจต้องใช้การฉายรังสีเข้าช่วยอีกทางหนึ่ง

หลายคนอาจกังวลกับคำว่า “มะเร็ง” และ “ยาเคมีบำบัด” แน่นอนครับต้องยอมรับว่า “ทำใจยาก” แต่ปัจจุบันมียาใหม่ๆ ที่ใช้รักษาโรคนี้ที่ผลข้างเคียงไม่มานัก ผลการรักษาดีพอสมควร ใช้กรณีที่ดื้อต่อยาที่ให้กันโดยทั่วไป เช่น ยาโบติโซมิบ (Botezomib) ทัลลิโดมายด์ (Thalidomide) แต่ยาพวกนี้ส่วนใหญ่แล้วราคาจะค่อนข้างสูง ใช้แล้วโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอาจดีขึ้น แต่โรคทรัพย์จางอาจจะตามมาได้ครับ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัลติเพิล มัยอีโลมานี้อาการเข้าข่ายโรคอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโลหิตจาง โรคข้อกระดูก กระดูกพรุน ฯลฯ ทำให้ไปหาแพทย์เฉพาะทางเหล่านั้น จึงอยากให้ตระหนักว่าหากมีความผิดปกติต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นร่วมกัน ก็จำเป็นที่แพทย์ต้องตรวจอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุโรคแท้จริง ซึ่งอาจต้องปรึกษาโลหิตแพทย์ร่วมด้วยครับ


ร.ศ.พ.อ.นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูลผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา





แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday
[ ... ]