การเลือกอาหารอย่างชาญฉลาด
|
คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ ที่รู้สึกว่าหลังตื่นนอนตอนเช้า อารมณ์ไม่แจ่มใสอย่างที่ควรเป็น (ไม่นับอาการเบื่อเรียนหรือเบื่องาน) ทั้งๆ ที่นอนหลับเต็มอิ่ม ไม่เครียดหรือมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ บางครั้งรับประทานอาหารเช้าแล้วกลับทำให้ยิ่งหิวเร็ว หนำซ้ำช่วงสายก่อนเที่ยงมีอาการมือสั่น อ่อนเพลีย หรือบ่ายๆ หลังรับประทานอาหารกลางวัน ยิ่งอ่อนเพลีย ง่วงนอน เฉื่อยชายิ่งกว่าเดิม อาการแบบนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารกับอารมณ์นั้น เกี่ยวข้องกันชนิดที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียว
|
ประมาณกันว่ามีชาวอเมริกันถึง 20 ล้านคน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทองเป็นโรคนี้หรือเสี่ยงต่อโรคนี้ แม้ว่ากระบวนการเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรงอาจต้องใช้เวลาตลอดทั้งชีวิต แต่ช่วงที่เสี่ยงต่อโรคนี้ส่วนใหญ่คือวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในระยะแรกอาการของโรคแทบจะไม่ปรากฏ แต่กระนั้นโรคนี้ก็ร้ายแรงถึงขนาดที่ว่าสามารถทำให้กระดูกสันหลังหรือสะโพกแตกร้าว ซึ่งน้อยคนนักที่รอดชีวิตมาได้หากอาการลุกลามไปถึงขั้นนั้น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สามารถช่วยให้เราป้องกันหรือชะลอการบุกรุกของโรคนี้ได้ โดยบริโภคอาหารเหล่านี้เป็นประจำ
โรคหอบหืด คือ ภาวะที่ช่องทางสำหรับลำเลียงอากาศเข้าสู่ปอดไม่ปกติ อาการจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์กล้ามเนื้อที่อ่อนนุ่มล้มเหลวในการขนถ่ายอากาศ จนเส้นทางดังกล่าวปิดในที่สุด จึงยากที่อากาศจะเข้าหรือออกจากปอด นำไปสู่อาการหายใจขัดหรือหายใจลำบาก ถ้าอาการเหล่านี้ดำเนินต่อไปเป็นเวลาชั่วระยะหนึ่ง อาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติหรือเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายในได้ แม้ว่าผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีช่วงเวลาที่ไม่ปรากฏอาการ แต่พวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวว่า อาการอาจจะกำเริบขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง โชคดีที่อย่างน้อยก็ยังมีอาหารจำพวกหนึ่งที่ช่วยลดการปะทุของโรค และบรรเทาอาการที่เกิดจากสภาวะอ่อนเพลียนี้ สิ่งที่ควรรับประทานได้แก่
โรคมะเร็งลำไส้ สามารถเกิดขึ้นที่ส่วนใดก็ได้ของลำไส้ ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ก่อตัวขึ้นเมื่อเซลล์ของลำไส้สัมผัสกับสารเคมีหรือสารก่อมะเร็งจน DNA ของเซลล์ถูกทำลาย ซึ่งนำไปสู่การผ่าเหล่า (mutation) ในเซลล์ และเซลล์เหล่านี้จะแบ่งตัวอย่างปราศจากการควบคุมและกระจายไปทั่วร่างกาย จนอวัยวะเสียหายและถึงแก่ชีวิตในที่สุด แม้ว่าพันธุกรรมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้ แต่นักวิจัยเชื่อว่า 90% มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารของแต่ละคน ดังนั้น วิธีป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารให้เหมาะสม ซึ่งมีดังต่อไปนี้
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งข้อมูล : นิตยสาร Alternative Medicine | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |
เลือกกินอาหารที่หลากหลาย คุมปริมาณพลังงานและสัดส่วนสารอาหารในแต่ละวัน
เลือกกินแต่ไขมันชั้นดี ลดน้ำตาลลง เลี่ยงรสเค็ม ระวังภัย 7 โรคร้าย ...ด้วยการกินให้ถูกวิธี อาหารกับโรคหลอดเลือดแข็งและโคเลสเตอรอล ควบคุมสัดส่วนอาหารต้านโรคอ้วน โปรตีนต่ำเพื่อพยุงโรคไต โรคความดันโลหิตสูงต้องระวังเกลือ โรคเกาต์กับกรดยูริค ระวังอาหารห่างไกลโรคมะเร็ง
สำหรับแนวทางการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง คือ ให้มีสารอาหารครบสัดส่วนตามที่ร่างกายต้องการ โดยอาจจำเป็นต้องแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ ดัดแปลงอาหารให้น่ากิน รสชาติดี เนื่องจากความบกพร่องของระบบย่อยอาหารและปัญหาด้านจิตใจ ที่สำคัญควรเป็นอาหารที่ปรุงสุก | ||||||||||
| แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday | ||||||||||
| |
อนาคต โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ จะอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งสิ้น อาจแบ่งชนิดที่พบบ่อยๆได้เป็น




| โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่เนื้อกระดูกทั่วรายกายมีปริมาณมวลกระดูกลดลง ซึ่งมีผลตามมาทำให้กระดูกสูญเสียความแข๊งแรงและเกิดการหักได้ง่าย |
โรค กระดูกพรุนเป็นปัญหาของสตรีผู้สูงอายุทั่วโลก เป็นผลจากการที่ประชากรทั่วไปมีอายุยืนนานขึ้นและยังเป็นปัญหาสาธารณสุขของ ประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากอุบัติการณ์เกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุมากขึ้น นำมาซึ่งผลเสียทางสุขภาพของผู้สูงอายุเอง เกิดการเจ็บปวด คุณภาพชีวิตที่เสียไปจากทุพพลภาพที่เกิดจากการไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังนำมาซึ่งสาเหตุให้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมจากค่าใช้จ่ายใน การรักษาพยาบาลโดยตรง และทุพพลภาพที่เกิดตามมา ซึ่งต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยเสริมการดูแลเป็นพิเศษ ปัจจัย ที่ส่งเสริมให้มีปริมาณมวลกระดูกลดลงและเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม การมีประวัติโรคกระดูกพรุนในครอบครัว วิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่รับประทานอาหารโปรตีนจากสัตว์มาก การ รับ ประทานอาหารรสเค็มจัด การดื่มกาแฟปริมาณมาก ๆ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ การไม่ได้ออกกำลังกายทั้งหมดล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดกระดูกพรุนได้มาก ขึ้น ในสตรีที่มีรูปร่างผอมเล็ก การหมดประจำเดือนก่อนวัย การออกกำลังกายอย่างหนัก ยาบางชนิด ฮอร์โมนบางชนิดที่ได้รับมากเกินไป และเป็นเวลานานก็ส่งผลให้เกิดกระดูกพรุนได้เช่นเดียวกัน ในสตรีหลังวัยหมดประจำเดือนจะพบว่า มีการลดลงของมวลกระดูกอย่างรวดเร็วใน 10-20 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุที่มีรึกระดูกพรุนเกิดขึ้นมักมีปัจจัยส่งเสริมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างร่วมกัน ซึ่งส่งผลให้มีการสลายกระดูกเพิ่มขึ้นและลดการสร้างของกระดูก | โรค กระดูกพรุนเป็นโรคที่ป้องกัน และรักษาได้ การป้องกัน คือ การส่งเสริมให้ร่างกายมีการสร้างมวลกระดูกสูงสุดและมากที่สุดในระยะที่ร่าง กายมีการเจริญเติบโต ได้แก่ ในช่วงวัยเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว โดยการบริโภคอาหารให้มีแคลเซียมเพียงพอ อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย ที่รับประทานพร้อมกระดูก กุ้งฝอย ผักใบเขียวชนิดต่าง ๆ งา ถั่วต่าง ๆ ลดการบริโภคโปรตีนจากสัตว์หันมาบริโภคโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้แทน การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมให้สม่ำเสมอจะช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ ในสตรีหลังหมดประจำเดือน การรับประทานแคลเซียมให้สูงกว่าที่เคยได้รับตามปกติจากอาหาร จะชะลอการลดลงของมวลกระดูกซึ่งจะเกิดมากในช่วง 10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน โดยการรับประทานแคลเซียมเสริมร่วมกับรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนมที่เสริมแคลเซียม ผักใบเขียวแมกนีเซียม เป็นเกลือแร่ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความสำคัญของการแข็งแรงของกระดูก ควรจะได้รับไปพร้อมกับแคลเซียม อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง ได้แก่ เมล็ดพืชต่าง ๆ ถั่วต่าง ๆ ข้าวซ้อมมือ ผักใบเขียว ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ขณะเดียวกันลดอาหารเค็มจัด หรือมีโซเดียมสูง เนื่องจากโซเดียมทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมไปในปัสสาวะมากขึ้น และจะทำให้กระดูกเปราะเร็วมากขึ้น หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอจะช่วยให้กระดูก และกล้ามเนื้อแข็งแรง ละเลิกการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทั้งสองอย่างจะลดการดูดซึมของแคลเซียมทำให้กระดูกบางเร็ว |

ผม คิดว่าคุณผู้หญิงเกือบทุกท่านที่ได้แวะเวียนมาอ่านบทความจนถึงบรรทัดนี้คง เคยมีอาการปวดประจำเดือน กันมาบ้างแล้ว เนื่องจากอาการดังกล่าวพบได้ประมาณร้อยละ 50-70 ในผู้หญิง ซึ่งอาการดังกล่าวมีสาเหตุได้จาก หลานอย่าง เช่น การบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกเพื่อไล่เลือดประจำเดือน หรือเกิดจากมีการอักเสบ ติดเชื้อร่วมด้วย หรืออาจเกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) โดยภาวะเยื่อบุ โพรงมดลูกเจริญผิดที่นี้มีอาการตั้งแต่น้อย ๆ ไปจนถึงระดับรุนแรงมากได้ ซึ่งในวันนี้ผมขอคุยถึงสาเหตุของการ ปวดประจำเดือนจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แต่เพียงอย่างเดียวนะครับ
ดัง ได้กล่าวไปแล้วว่า อาการปวดประจำเดือนพบได้ ประมาณร้อยละ 50-70 ในผู้หญิง และในกลุ่มนี้พบว่ามีสาเหตุ จากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ประมาณร้อยละ 20-90 ภาวะนี้ถือว่ามีความสำคัญเพราะพบได้บ่อย และบางครั้ง อาการรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวันของคุณผู้หญิงได้ เช่น ทำให้ต้องขาดงาน หรือขาดการเรียน นอกจากนี้ยังเป็นผลเรื้อรัง ที่เป็นเหตุของการมีบุตรยากได้ ซึ่งภาวะการมีบุตรยากนั้น พบว่ามีสาเหตุจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ประมาณ | ร้อย ละ 30 คุณผู้หญิงหลาย ๆ ท่าน ที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจสงสัย แล้วว่า อาการปวดประจำเดือนแบบไหนกันที่จะบ่งว่ามีสาเหตุ มาจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ลองสังเกตอาการปวด ประจำเดือนของตนเองดูซิครับว่ามีลักษณะดังนี้บ้างหรือเปล่า?
|
หาก มีหนึ่งหรือสองอาการดังกล่าว ก็ให้สงสัยไว้ได้ก่อนเลยครับ เนื่องจากภาวะนี้จะทำให้เกิดพังผืดสะสมอยู่ในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้องได้ ยิ่งมีพังผืดมากก็ยิ่งทำให้ปวดมาก และพังผืดนี้อาจจะไปรัดท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่มีการผิดรูปหรือตีบตัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากได้ พังผืดที่เกิดขึ้นนี้อาจไปรัดส่วนของลำไส้ทำให้มีอาการของลำไส้ตีบตันได้ บางครั้งก็จะเกิดพังผืดที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้มีความรู้สึกปวดเบ่ง อยากถ่ายอุจจาระได้บ่อยโดยที่ถ่ายอุจจาระไม่ออก อาการอีกอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อย แต่คุณผู้หญิงอาจรู้สึกเขินอายที่จะเล่าให้แพทย์ทราบก็คือ อาการปวดบริเวณท้องน้อยลึก ๆ ร้าวไปที่หลังเวลามีเพศสัมพันธ์ สาเหตุของอาการดังกล่าวก็มาจากพังผืดเหมือนกันครับ แต่พังผืดนี้ไปเกิดในตำแหน่งด้านหลังส่วนล่าง ๆ ของตัวมดลูก |
สำหรับ อาการปวดที่สัมพันธ์กับประจำเดือนซึ่งอาจมีก่อน ระหว่าง หรือ หลังจากประจำเดือนหมดไปแล้วนั้นเป็นเพราะว่า รอยโรคของภาวะนี้จะตอบสนองต่อฮอร์โมนจากรังไข่ในช่วงนั้น มาถึงตอนนี้คุณหญิงอาจสงสัยแล้วว่า รอยโรคนี้มันมาจากไหน กันนะ คำตอบที่ทราบแน่ชัดจริง ๆ ก็ไม่มีใครทราบหรอกครับ แต่สันนิษฐานกันว่าเจ้าเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งปกติควรอยู่ในโพรงมดลูกนั้นบังเอิญหลุดออกมาอยู่ในช่องท้อง หรืออุ้งเชิงกราน จากนั้นมันก็จะฝังตัวและเพิ่มปริมาณตาม การตอบสนองของฮอร์โมนจากรังไข่นั่นเองครับ สาเหตุที่ มันหลุดออกมาจากโพรงมดลูกได้ก็เนื่องจากว่า ในโพรงมดลูก ท่อนำไข่ และปลายเปิดของท่อนำไข่ที่เข้าสู่ช่องท้อง หรือ อุ้งเชิงกรานนั้น เป็นช่องที่ติดต่อถึงกันหมดเลยครับ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีก เช่น การผ่าตัดที่ต้องทะลุเข้า โพรงมดลูก เช่น การผ่าตัดคลอดบุตร ก็อาจทำให้เซลล์ดังกล่าว หลุดออกมาได้เช่นกัน | ยา ในกลุ่มต่อมาที่เลือกใช้ คือ กลุ่มฮอร์โมนที่ใช้ได้สะดวกที่สุดคือยาเม็ดคุมกำเนิดนี่แหละครับ โดยเราอาศัยกลไกที่ยาไปช่วยยับยั้งการตกไข่ ดังนั้นรังไข่จึงไม่สร้างฮอร์โมนมากระตุ้นการเจริญของรอยโรคดังกล่าว นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาเลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉีดก็ได้ โดยฉีดเดือนละหนึ่งเข็มเป็นระยะเวลานาน 6 เดือน ถ้าหากครบหกเดือนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาฉีดต่ออีก 3 เดือน ซึ่งยาฉีดดังกล่าวนี้นอกจากจะช่วยยับยั้งการตกไข่แล้ว ยังช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญอยู่นอกโพรงมดลูกฝ่อสลายตัวไปได้ นอกจากยาฮอร์โมนทั้งสองดังกล่าวแล้ว ยังมียาอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ใช้รักษา เช่น ยาในกลุ่มที่ต้านฤทธิ์เอสโตรเจน (Danazol) ยาที่ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนจากสมอง (GnRHanalogue) แต่ยาดังกล่าวมีราคาค่อนข้างสูงและประสิทธิภาพก็ไม่ค่อยแตกต่างจากยาฮอร์โมน สองตัวแรกที่กล่าวถึงไปแล้วมากนัก อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ยาประเภทใดขอให้แพทย์ช่วยดูแลด้วยจะดีกว่าครับ หากรอยโรคยังมีพังผืดไม่มานัก ก็อาจพิจารณาใช้แค่ NSAIDS ได้ แต่ถ้ามีพังผืดมาก ๆ ก็คงต้องพิจารณาเลือกยาฮอร์โมน ลักษณะของรอยโรคนอกจากทำให้เกิดพังผืดแล้วอาจทำให้เกิดภาวะก้อนได้ เช่น รอยโรคที่อยู่บริเวณผิวรังไข่ก็อาจทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า chocolate cyst ได้ แต่ก้อนที่มีขนาดมากกว่า 3 ซม. การตอบสนองต่อยาจะค่อนข้างน้อย ดังนั้นการรักษาด้วยการผ่าตัดจึงเข้ามามีบทบาทในกรณีนี้ครับ
|
ก่อน จะคุยถึงเรื่องวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัด คุณผู้หญิงอาจมีความสงสัยว่า แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า อาการของตนเองควรใช้ยาแบบใดดี ก็ตรงนี้แหละครับที่ต้องให้แพทย์ช่วยดูแลพิจารณาให้ การจะบอกได้ว่ารอยโรคมีมากหรือน้อยก็ต้องอาศัยจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน เมื่อพูดถึงการตรวจภายในคุณผู้หญิงหลายท่านอาจรู้สึกเขินอายและไม่สะดวกที่ จะให้ตรวจ ซึ่งก็ไม่เป็นไรครับ เพราะมีการตรวจวิธีอื่นทดแทน ซึ่งก็เป็นวิธีการตรวจร่างกายวิธีหนึ่งเหมือนกัน แต่ก่อนจะกล่าวถึงวิธีการตรวจร่างกายวิธีอื่น ผมขออธิบายถึงความสำคัญของการตรวจภายในก่อน การตรวจภายในแพทย์จะตรวจวิธีคลำผ่านทางช่องคลอดร่วมกับการตรวจคลำบริเวณท้อง น้อย หากพบลักษณะพังผืดแข็งและกดเจ็บร่วมกับมีประวัติอาการดังกล่าว ก็พอจะบอกได้ว่าน่าจะเป็นภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นี่แหละครับ อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าหากท่านใดไม่สะดวกให้ตรวจภายในก็อาจใช้วิธีการ ตรวจคลำผ่านทางทวารหนักก็ได้ครับ ซึ่งก็จะให้การตรวจพบคล้าย ๆ กัน ซึ่งการตรวจร่างกายร่วมกับประวัติ อาการดังกล่าวจะช่วยในการวินิจฉัยได้มากพอสมควร แต่หากต้องการการวินิจฉัยที่ชัดเจนกว่านี้ก็ต้องอาศัยวิธีการส่องกล้องตรวจ ผ่านทางหน้าท้องครับ ซึ่งการส่องกล้องดังกล่าวต้องทำในห้องผ่าตัด ข้อดีคือจะเห็นรอยโรคได้ชัดเจนและอาจใช้วิธีจี้ด้วยไฟฟ้าให้รอยโรคเล็ก ๆ ฝ่อลงไปได้บ้าง และอาจตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยได้ด้วย ส่วนข้อเสียของวิธีดังกล่าวก็คือ อันตรายและข้อแทรกซ้อนจากการทำหัตถการดังกล่าวก็มีบ้าง เช่น จุกแน่นในช่องท้องภายหลังการทำ หรืออาจมีการบาดเจ็บต่ออวัยวะอื่น ๆ ในระหว่างการทำ นอกจากนี้ก็เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้างพอสมควร | ย้อน กลับมาที่วิธีการรักษาโดยการผ่าตัด จะต้องอาศัยหลักกว้าง ๆ ว่า พยายามเก็บเนื้อรังไข่ส่วนดีให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถผลิตฮอร์โมนต่อไป แต่หากผู้ป่วยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนจากรังไข่แล้ว เช่น เข้าสู่วัยหมดระดู หรือมีบุตรเพียงพอแล้ว ก็พิจารณาตัดรังไข่และมดลูกออกไปเลย เนื่องจากฮอร์โมนจากรังไข่เองเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดรอยโรค และรอยโรคก็มักจะอยู่รอบ ๆ มดลูก การผ่าตัดที่ได้กล่าวไปแล้วอย่างหนึ่ง ก็คือการส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง ซึ่งวิธีนี้เป็นการวินิจฉัยและการรักษาไปในตัวด้วยก็ได้ดังที่ได้กล่าวมา แล้ว วิธีการนี้แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 2-3 ซม. แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บางกรณีที่รอยโรคมีขนาดใหญ่ก็ไม่เหมาะสมที่จะใช้วิธีนี้ เพราะการผ่าตัดจะทำได้ลำบากและอาจเกิดอันตรายได้ในกรณีที่รอยโรคมีขนาดใหญ่ หรือพังผืดมาก การผ่าตัดโดยการเปิดหน้าท้องจะเหมาะสมกว่า ในกรณีที่มีรอยโรคมาก ๆ ก็อาจต้องมีการใช้ยาฮอร์โมนรักษาภายหลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำด้วยครับ |

©2009 ชมรม คนรักสุขภาพ | by TNB