Tuesday, December 9, 2008

การเลือกอาหารอย่างชาญฉลาด



ถาม:หลักโภชนาการที่ถูกต้อง หมายถึงอะไร
ตอบ:เรื่องของการรับประทานอาหาร ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ก็คงจะเหมือนกับที่เราคุยกัน ในสมัยก่อนว่า ควรรับประทานอาหาร ให้ครบทั้ง 5 หมู่ แต่ในปัจจุบันนี้ อาจจะมีรายละเอียดเพิ่มเติม อาทิ สัดส่วนของอาหาร อาหาร 5 หมู่ ไม่ได้หมายถึง การรับประทานอาหาร แต่ละหมู่เท่าๆ กันหมด แต่กลุ่มที่เป็นอาหารหลัก คือ กลุ่มข้าวที่เป็นธัญญพืช ผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ ส่วนปริมาณที่เพิ่มขึ้นมา ก็คือ ผักและผลไม้ ซึ่งจะได้ประโยชน์ ทั้งใยอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ส่วนปริมาณที่จะต้องจำกัด รับประทานอาหาร ในปริมาณที่พอสมควรเท่านั้น ก็คือ พวกเนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อแดง น้ำมัน นอกเหนือจากนั้น ก็คือ เรื่องของการดูแล เรื่องน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคขาดอาหาร และโรคที่เกิดจากโภชนาการอาหารเกิน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์ ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับอาหารประเภทอื่นๆ ก็คือ พวกอาหาร และเกลือโซเดียมในปริมาณที่สมควร งดเหล้า เบียร์ แอลกอฮอล์ ส่วนการกระจายอาหารในแต่ละมื้อ ก็ควรจะให้ครบถ้วนทั้ง 3 มื้อ
   
ถาม:ในแต่ละวันแต่ละบุคคล ควรรับประทานอาหารอย่างไร ถึงจะได้สัดส่วนที่เหมาะสม
ตอบ:จริงๆ แล้วด้านหลักก็ คือ การกำหนดน้ำหนักตัวให้เป็นปกติ คงไม่สามารถบอกได้ว่า การรับประทานข้าว 1 จานแล้ว น้ำหนักตัวจะเท่ากัน กระบวนการเผาผลาญหรือ การใช้ชีวิตประจำวัน ในแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็คงจะต้องให้แต่ละบุคคลเป็นเทียบ ถ้าหากคิดว่าน้ำหนักตัวในคนเรา อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ และได้มาตรฐาน รับประทานอาหาร ให้น้ำหนักตัว ให้ได้มาตรฐาน ถ้าหากน้ำหนักน้อยเกินไป ก็ควรเพิ่มปริมาณของอาหารขึ้น แต่ถ้าน้ำหนักมากเกินไป ก็คงจะต้องลดปริมาณ จากที่เคยรับประทานอาหารอยู่
   
ถาม:ในกรณีที่ไม่สามารถรับประทานอาหาร ให้ครบทั้ง 3 มื้อ ควรทำอย่างไร สามารถชดเชย ในมื้อต่อไปได้หรือไม่
ตอบ:ถ้าถามแง่ที่ว่าชดเชยได้หรือไม่ จริงๆ ก็ได้ แต่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะในมื้อเช้า ซึ่งจริงๆ เป็นมื้อที่สำคัญมาก ของร่างกาย เพราะร่างกายอดอาหาร ตั้งแต่มื้อเย็นก่อนหน้า ซึ่งประมาณ 8 -12 ช.ม. ถ้าหากเราตื่นเช้า แล้วก็ยังไม่ได้อาหาร แต่ต้องใช้พลังงาน ร่างกายก็จะเสียสมดุล อาจจะมีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำ พลังงานที่จะไปเลี้ยงสมอง ก็จะต่ำลง โดยเฉพาะที่น่าเป็นห่วง ก็คือ เด็กนักเรียน ที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า จริงๆ อาหารเช้าไม่จำเป็น จะต้องเป็นการรับประทานข้าวเสมอไป รับประทานอะไรก็ได้
   
ถาม:สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนัก ในมื้อเย็นที่ต้องงดอาหาร จะทำให้ร่างกายนั้น ขาดสมดุล
ตอบ:ถึงแม้จะแนะนำว่า ต้องลดน้ำหนัก คือ ลดปริมาณอาหาร โดยทั่วไปเรามักจะแนะนำ ให้ลดปริมาณอาหาร ในแต่ละมื้อลง แต่ไม่ใช่ลดเป็นมื้อๆ ซึ่งมีข้อมูลทางการศึกษา ที่ยืนยัดชัดเจนว่า ถ้าอดอาหารเป็นมื้อๆ จะทำให้การควบคุมน้ำหนัก ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะว่ากว่าจะถึงมื้อต่อไป จะหิว แล้วจะมีความรู้สึกว่า ไม่ได้ทานอาหารไปหนึ่งมื้อ จึงต้องรับประทานชดเชย แล้วจะรับประทานอาหารมากขึ้น ดังนั้น ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ ส่วนในมื้อเย็น ควรทานให้น้อยที่สุด เพราะมื้อนี้ร่างกายของเรา มักจะไม่ได้ใช้พลังงาน
   
ถาม:นอกจากการรับประทานอาหาร ตามปกติในแต่ละวันแล้ว เรามีความจำเป็น ที่จะต้องรับประทานอาหารเสริมอีกหรือไม่
ตอบ:ในปัจจุบัน อย. กำหนดให้เรียก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีหลายรูปแบบ ทั้งในแง่ของวิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอื่นๆ ที่สกัดจากธรรมชาติ ถ้าจะถามว่ามีประโยชน์หรือไม่ คงจะต้องดูจากวัย หรือบางขณะของโรคที่เป็นอยู่ ก็อาจจะมีความต้องการสารอาหาร หรือแร่ธาตุต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางกลุ่มช่วงอายุ ก็มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า การให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด อาจจะช่วยได้ เช่น ขณะที่ตั้งครรภ์ เราก็จะให้ธาตุเหล็กเสริม หรือผู้หญิงที่วันหมดประจำเดือน ก็จะแนะนำให้รับประทานแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น หรือในคนป่วยที่รับประทานอาหารได้น้อย ก็ควรจะรับประทานอาหารเสริมแร่ธาตุ หรือวิตามินในช่วงสั้นๆ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เจ็บป่วย และสามารถรับประทานอาหารตามปกติได้ทั้ง 3 มื้อ เรื่องของการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็ไม่มีความจำเป็น
   
ถาม:ในแต่ละวัยนั้น ควรเลือกอาหารอย่างไร ถึงจะเหมาะสม
ตอบ:
 
ถ้าจะเริ่มตั้งแต่ในวัยทารก ก็คงจะต้องเป็นนมแม่ถึงจะดีที่สุด 3 - 4 เดือนแรกนั้น 
ควรจะเน้นในเรื่อง ของการรับประทานนมแม่เป็นหลัก 4 - 6 เดือน ก็ควรเสริมอาหารอื่นๆ ควบคู่กับนมแม่ไปด้วย หลัง 6 เดือน จะต้องใช้อาหารปริมาณของอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 
วัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตมากขึ้น กลุ่มนี้ ควรจะต้องได้รับปริมาณอาหารที่เพียงพอ เรามักจะแนะนำให้ดื่มนม วันละ 2 แก้ว เพื่อให้ได้พลังงานและโปรตีน
 
พอย่างเข้าสู่วัยรุ่น ก็คงจะต้องรับประทานอาหารตามปกติ แต่ต้องระวัง เพราะวัยที่เป็นวัยที่รักสวยรักงาม วัยที่จะพยายามควบคุมอาหาร จริงๆ ในวัยนี้ ควรจะเป็นอาหารที่มีคุณค่า แต่ถ้าต้องการควบคุมเรื่องน้ำหนัก ก็ควรรับประทานผัก หรือ ธัญญพืชที่มีเส้นใยอาหารมากขึ้น ก็จะช่วยได้ ควรระวังเรื่องการควบคุมอาหาร เพราะอาจจะเกี่ยวข้องกับความสูงได้
 
วัยผู้ใหญ่ ก็คงจะไม่แตกต่างไปกับวัยรุ่น ยกเว้นในช่วงที่มีครรภ์ในผู้หญิง ที่ควรจะต้องได้รับแร่ธาตุ แคลเซียม และธาตุเหล็กเสริม ในปริมาณที่เพียงพอ รับประทานอาหารในปริมาณมากขึ้น แต่ก็จะมีอัตราการ เพิ่มของน้ำหนักตัว ของสตรีมีครรภ์ที่เหมาะสม ในกลุ่มของผู้ใหญ่กลางคน ส่วนใหญ่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ความต้องการพลังงานจะปรับลดลง กลุ่มที่ควรจะต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายที่เหมาะสม
 
วัยสูงอายุ ควรรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ เพราะไม่ว่าน้ำหนักตัวจะลดลง หรือเพิ่มขึ้นอย่างลง อัตราการเสี่ยงชีวิตจะสูง และถ้าเรามองประเด็น ของโรคกระดูกพรุน ที่มักพบในผู้สูงอายุ จริงๆ การป้องกันโรคกระดูกพรุน ควรรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมสูง ตั้งแต่วัยรุ่นควรดื่มน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นนมพร่องมันเนย ปัญหาที่มักพบบ่อย ในวัยผู้สูงอายุอีกปัญหา ก็คือ ปัญหาไขมัน เช่นเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันในเลือดสูงขึ้น คงจะต้องลดปริมาณไขมันลง หมั่นออกกำลังกาย เช็คสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง
   
ถาม:อาหารแต่ละชนิดในคุณค่า แตกต่างกันโดยเฉพาะ ถ้าจะรับประทานเพื่อป้องกันโรค ดังนั้น เราจะมีวิธีเลือกอาหารแต่ละชนิดอย่างไร
ตอบ:ที่มาของอาหาร ควรประกอบด้วยอาหารทั้ง 5 หมู่ มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำซาก ซึ่งอาหารทุกอย่าง มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ตั้งแต่ส่วนประกอบในตัวเนื้อ ตลอดไปจนปัจจัยในการผลิต หรือการส่งต่อ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเขารับประทานอาหารซ้ำๆ โดยคิดว่าอาหารชนิดนั้นดี ก็มีโอกาสขาดสารอาหาร ที่ควรจะได้จากอาหารอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน มีโอกาสรับสาร อันไม่พึงประสงค์ในอาหารนั้น หรือสารปนเปื้อนจึงเป็นเหตุผล ว่าในแต่ละมื้อ ควรทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้คุณค่าอาหารมาชดเชยกัน เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่ อาหาร 1 มื้อ จะสมบูรณ์ตามความต้องการของร่างกาย
   
ถาม:การรับประทานอาหารจานด่วนเป็นประจำ จะมีผลกระทบอย่างไร ต่อร่างกายในเรื่องคุณค่าอาหารบ้างหรือไม่
ตอบ:

ถ้ารับประทานเป็นประจำ หรือ 2 มื้อต่อวัน ที่น่าเป็นห่วง ก็คือ คุณลักษณะของอาหาร

 
1.
เนื้อสัตว์ค่อนข้างเยอะ
 
2.
ไขมันค่อนข้างสูง
 
3.
เกลือโซเดียมสูง
 
4.
ผักน้อย

เพราะฉะนั้น ถ้ารับประทานอาหารลักษณะนี้บ่อยๆ ซ้ำซาก โอกาสที่จะเป็น โรคอ้วนค่อนข้างมาก จะได้เส้นใยอาหารน้อยเกินไป ก็จะมีโรคอ้วนค่อนข้างมาก แล้วจะมีโรคเรื้อรังตามมา เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคของลำไส้อักอีกด้วย

   
ถาม:ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ:

หลักการโดยสรุป ก็คือ

 
1.
โภชนาการตามหลักโภชนาการ
 
2.
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
 
3.
ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส
 
4.
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดโรค 


รศ.พญ. ปรียานุช แย้มวงษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม

 
[ ... ]

กินอย่างไร...จึงจะเลี่ยงภัยจากโรคร้าย


โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะพร่องของแร่ธาตุในกระดูก ทั้งด้านความหนาแน่น ปริมาณ และความแข็งแรง ภาวะดังกล่าวนี้จะทำให้กระดูกบางลงเพิ่มความสี่ยงที่กระดูกจะหัก

ประมาณกันว่ามีชาวอเมริกันถึง 20 ล้านคน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทองเป็นโรคนี้หรือเสี่ยงต่อโรคนี้ แม้ว่ากระบวนการเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรงอาจต้องใช้เวลาตลอดทั้งชีวิต แต่ช่วงที่เสี่ยงต่อโรคนี้ส่วนใหญ่คือวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในระยะแรกอาการของโรคแทบจะไม่ปรากฏ แต่กระนั้นโรคนี้ก็ร้ายแรงถึงขนาดที่ว่าสามารถทำให้กระดูกสันหลังหรือสะโพกแตกร้าว ซึ่งน้อยคนนักที่รอดชีวิตมาได้หากอาการลุกลามไปถึงขั้นนั้น

การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สามารถช่วยให้เราป้องกันหรือชะลอการบุกรุกของโรคนี้ได้ โดยบริโภคอาหารเหล่านี้เป็นประจำ

 
ผลไม้และผักใบเขียวที่ปลูกแบบปลอดสารพิษ
 
ผลิตภัณฑ์นม (ถ้าคุณแพ้นม หรือรับประทานนมไม่ได้ ให้ดื่มนมถั่วเหลืองเสริมวิตามิน D แทน)
 
กุ้ง, ปลาคอด
 
เต้าหู้ หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอื่นๆ
 
ปลาทะเล
 
แอปเปิ้ล
 
หลีกเลี่ยง กาแฟ น้ำอัดลม น้ำตาลฟอกขาว เนื้อสัตว์ และเกลือ

โรคหอบหืด คือ ภาวะที่ช่องทางสำหรับลำเลียงอากาศเข้าสู่ปอดไม่ปกติ อาการจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์กล้ามเนื้อที่อ่อนนุ่มล้มเหลวในการขนถ่ายอากาศ จนเส้นทางดังกล่าวปิดในที่สุด จึงยากที่อากาศจะเข้าหรือออกจากปอด นำไปสู่อาการหายใจขัดหรือหายใจลำบาก ถ้าอาการเหล่านี้ดำเนินต่อไปเป็นเวลาชั่วระยะหนึ่ง อาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติหรือเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายในได้

แม้ว่าผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีช่วงเวลาที่ไม่ปรากฏอาการ แต่พวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวว่า อาการอาจจะกำเริบขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง โชคดีที่อย่างน้อยก็ยังมีอาหารจำพวกหนึ่งที่ช่วยลดการปะทุของโรค และบรรเทาอาการที่เกิดจากสภาวะอ่อนเพลียนี้ สิ่งที่ควรรับประทานได้แก่

 
ผักและผลไม้ปลอดสารพิษ
 
ปลาทะเล เช่น ปลาคอด แซลมอน แมคเคอเรล แฮริ่ง
 
น้ำมันมะกอก
 
โรสแมรี่ ขิง
 
ลดการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งเป็นตัวเพิ่มความรุนแรงของอาการหอบหืด

โรคมะเร็งลำไส้ สามารถเกิดขึ้นที่ส่วนใดก็ได้ของลำไส้ ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ก่อตัวขึ้นเมื่อเซลล์ของลำไส้สัมผัสกับสารเคมีหรือสารก่อมะเร็งจน DNA ของเซลล์ถูกทำลาย ซึ่งนำไปสู่การผ่าเหล่า (mutation) ในเซลล์ และเซลล์เหล่านี้จะแบ่งตัวอย่างปราศจากการควบคุมและกระจายไปทั่วร่างกาย จนอวัยวะเสียหายและถึงแก่ชีวิตในที่สุด แม้ว่าพันธุกรรมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้ แต่นักวิจัยเชื่อว่า 90% มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารของแต่ละคน ดังนั้น วิธีป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารให้เหมาะสม ซึ่งมีดังต่อไปนี้

 
ผักและผลไม้ที่ปลูกแบบออร์แกนิค โดยเฉพาะ แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่
 
น้ำมันมะกอก
 
แป้งไม่ขัดขาวเพื่อเพิ่มเส้นใย
 
ปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า แฮริ่ง แมคเคอเรล เพื่อเพิ่มกรดไขมัน โอเม้า-3
 
หัวหอม กระเทียม ต้นหอม ขมิ้น ขิง
 
โยเกิร์ต
 
บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี
 
ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
 
ส้ม มะนาว หรือผลไม้รสเปรี้ยว
 
หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ กรดไขมันโอเมก้า-6 ไขมันอิ่มตัว น้ำตาลฟอกขาว และแอลกอฮอล์
 
    
  แหล่งข้อมูล : นิตยสาร Alternative Medicine 
  

[ ... ]

กินดี...ต้านโรคได้


การกิน ไม่ใช่กินอย่างไรให้อร่อย แต่เน้นเรื่อง “ กินดี ” เพื่อต้านโรค เพราะเล็งเห็นว่าคนยุคนี้มีโรคภัยมากมายเกาะกุมรุมเร้าอันมีสาเหตุมาจากอาหารการกิน ผู้ใหญ่และวัยรุ่นยุคนี้คุ้นเคยกับอาหารจานด่วนมากกว่าน้ำพริกผักจิ้ม ส่วนเด็กยุคใหม่เรียกได้ว่าโตมาจากนมผงและอาหารจานด่วน แถมดูอ้วนท้วนสมบูรณ์แก้มกลมแสนน่ารัก แต่อนาคตทำนายได้ยากว่าจะรอดพ้นจากภัย โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดตีบ โรคมะเร็งได้แค่ไหน 

แล้วอาหารมีผลอย่างไรที่ทำให้เกิดโรคได้ ? 

เมื่ออาหารเข้าสู่ร่างกายของเราแล้วจะถูกย่อยเป็นโครงสร้างเล็กๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญ หรือเมตาบอลิซึม ที่ทำให้เซลล์เล็กๆ ในร่างกายสามารถนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์และเป็นพลังงาน แต่เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารในสัดส่วนที่ไม่สมดุลเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ทำให้มีแนวโน้มของการได้รับสารอาหารบางประเภทมากเกิน โดยเฉพาะแป้ง น้ำตาล และไขมัน ยกตัวอย่างเช่น แป้ง น้ำตาล ที่มักพบในอาหารจานด่วนและขนมต่างๆ เมื่อได้รับมากเกินไปจะทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด และเมื่อมีปริมาณไม่เพียงพอ จะนำไปสู่การเป็นเบาหวานได้ นอกจากนี้แป้งและน้ำตาลที่เหลือใช้จะเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งเมื่อเกิดการสะสมมากขึ้น ระบบการทำงานของร่างกายจะเริ่มแปรปรวนและทำงานบกพร่องจนนำไปสู่โรคต่างๆ เช่น ไขมันที่ไปเกาะอยู่ตามหลอดเลือดจะทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น ปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด จนอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยง 

การป้องกันย่อมดีกว่าแก้ไข “ การกินดี เพื่อต้านโรค ” จึงต้องเริ่มจากการเลือกอาหารในแต่ละวันให้มีสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสม ลดและเลี่ยงอาหารบางชนิด โดยมีหัวใจหลักดังนี้

เลือกกินอาหารที่หลากหลาย 

เนื่องจากอาหารแต่ละชนิดจะมีองค์ประกอบของสารอาหารไม่เหมือนกัน โดยจะมีปริมาณที่แตกต่างออกไปตามหมวดหมู่ของอาหาร เช่น ส้มจะเป็นแหล่งของวิตามินซี แต่มีวิตามินบี 12 อยู่น้อย ในขณะที่ชีสจะมีปริมาณของวิตามินบี 12 อยู่มากกว่า การกินอาหารชนิดเดียวกันทุกๆ วันจะทำให้ร่างกายได้สารอาหารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่กินมังสวิรัติมีแนวโน้มที่จะขาดโปรตีน วิตามินบี แคลเซียม และธาตุเหล็กได้ง่าย จึงอาจจำเป็นต้องรับประทาน วิตามิน หรืออาหารเสริม ในหนึ่งวันจึงควรเลือกอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ ธัญพืช ผัก ผลไม้ นม เนื้อสัตว์ และถั่วตามปริมาณที่เหมาะสมกับแต่ละคน

คุมปริมาณพลังงานและสัดส่วนสารอาหารในแต่ละวัน 

คุณควรเลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ให้พลังงานต่ำ การหมั่นสังเกตฉลากแสดงปริมาณสารอาหารที่เป็นองค์ประกอบ ในอาหารนั้นๆ จะทำให้เข้าใจและสามารถกำหนดสัดส่วนการกินใน แต่ละมื้อได้ดีขึ้น โดยเฉลี่ยพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน 50% ควรมาจาก กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งควรเน้นอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว และธัญพืชต่างๆ อาหารกลุ่มโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ และถั่วต่างๆ ควรได้รับประมาณ 15% ส่วนที่เหลือ 35% มาจากไขมันชนิดดี หรือไขมันที่ไม่อิ่มตัว

กินธัญพืช ผัก และผลไม้ เป็นหลัก 

อาหารจำพวกธัญพืช ผัก และผลไม้ นอกจากจะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีคุณค่าแล้ว ยังเป็นกลุ่มของอาหารที่มีไขมันต่ำมาก ทำให้อิ่มนานเพราะมีใยอาหารปริมาณสูง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้ใยอาหารซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีจะช่วยในการขับถ่ายและดูดซึมสารพิษในลำไส้ โดยขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ จึงช่วยป้องกันการสะสมของสารพิษ และลดอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร และลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งที่ 
ลำไส้ใหญ่ได้

เลือกกินแต่ไขมันชั้นดี 

ไขมันไม่ได้มีโทษไปเสียทุกชนิด ร่างกายยังต้องการไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงาน สร้างความอบอุ่น ช่วยในการทำงานของสมอง และเป็นองค์ประกอบของฮอร์โมนต่างๆ รวมทั้งช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ไขมันที่ดีคือไขมันที่ไม่อิ่มตัว มีมากในน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมัน-ข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคำฝอย และปลาทะเล ฯลฯ ส่วนไขมันชนิดเลวคือไขมันอิ่มตัวจะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในร่างกาย เพิ่มขึ้น อาจสะสมอุดตันในเส้นเลือด น้ำมันชนิดนี้มักพบในกะทิ น้ำมัน-มะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไขมันจากสัตว์ และนม แต่ในเมื่อนมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สูง คุณอาจเปลี่ยนมาดื่มนมไขมันต่ำแทนก็ได้

ลดน้ำตาลลง 

อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตซึ่งได้แก่แป้งและน้ำตาล เมื่อเข้าสู่ร่างกายและผ่านกระบวนการย่อยจะได้กลูโคส ซึ่งก็คือน้ำตาลชนิดหนึ่ง กลูโคสเป็นสารที่ให้พลังงานกับร่างกาย ในขณะเดียวกันหากมีมาก เกินไปจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม จึงไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่ต้องการ ควบคุมน้ำหนักตัว นอกจากนี้การมีน้ำตาลอยู่ในร่างกายปริมาณสูงจะ ทำให้การสร้างอินซูลินที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเสียสมดุลไป เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงขนมหวานหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน การเลือกกินข้าวกล้องที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจะทำให้ร่างกายค่อยๆ สลายกลูโคสออกมาอย่างช้าๆ จะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้

เลี่ยงรสเค็ม 

อาหารส่วนใหญ่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบในปริมาณสูง มีอยู่ในอาหารทั่วไปเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรส น้ำปลา ขนมกรุบกรอบ อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป และอาหารที่มีรสเค็มทุกชนิด จึงเป็นไปได้ว่าเรามักจะได้รับโซเดียมเกินความต้องการของ ร่างกาย แม้ว่าโซเดียมจะมีประโยชน์ช่วยควบคุมปริมาณน้ำและความดัน-เลือดในร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมมากเกินไปจะก่อให้เกิดโรคความดัน-โลหิตสูงได้ โดยในผู้ใหญ่แนะนำว่าควรได้รับประมาณวันละไม่เกิน 1,100-3,300 มิลลิกรัม

ระวังภัย 7 โรคร้าย ...ด้วยการกินให้ถูกวิธี 

ถ้าคุณเป็นคนกินไม่เลือก ตามใจลิ้นอยู่ร่ำไป เมื่อร่างกายที่อยู่ในภาวะโภชนาการไม่ดีไปนานๆ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ ขึ้นตามมาได้ ซึ่งโรคหลักๆ จากอาหารมีอยู่ไม่มากตามที่เกริ่นไว้แต่ต้น ดังนั้นถ้าสายเสียแล้วที่จะแก้ไข การเลือกวิธีโภชนบำบัด (diet therapy) ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เพื่อให้การรักษาได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่วมไปกับการรักษาทางการแพทย์ 

เป็นเบาหวานต้องคุมน้ำตาล 

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้น้อยลง รวมทั้งเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญสารอาหารด้วย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เบาหวานสามารถควบคุมได้ด้วยการควบคุมอาหาร ซึ่งสำคัญมากกว่าการรักษาด้วยยา ควรงดเว้นอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล ทุกชนิด จำกัดปริมาณผลไม้ และธัญพืชต่างๆ รวมทั้งข้าว เพราะจะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด รับประทานผักประเภทใบที่มีใยอาหารสูงให้มากขึ้นในปริมาณไม่จำกัด เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว ส่วนอาหารจำพวกโปรตีนยังสามารถกินได้ปกติ แต่ควรระมัดระวังเรื่องน้ำหนักตัว เพราะจะส่งผลโดยตรงกับอาการของเบาหวาน 
การคุมอาหารควรทำไปพร้อมไปกับการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อาหารกับโรคหลอดเลือดแข็งและโคเลสเตอรอล 

ภาวะไขมันในเลือดสูงจะมีผลให้ไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดจนขาดความยืดหยุ่นและ อุดตันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ถ้าเกิดการอุดตันจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ไขมันที่พบว่าเกิดการสะสม คือ โคเลสเตอรอล เพื่อความปลอดภัยองค์การอนามัยโลกได้เสนอให้ควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดให้ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร เมื่อโคเลสเตอรอลได้จากอาหาร การควบคุมโดยลดการกินไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ ไข่แดง นม น้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เพิ่มปริมาณอาหารที่มีใยอาหารให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวโอ๊ต เพราะใยอาหารจะจับกับ โคเลสเตอรอลในลำไส้เล็กทำให้ถูกดูดซึมได้น้อย และจะถูกขับออกมาทางอุจจาระ นอกจากนี้ แหล่งไขมันที่ควรได้รับในแต่ละวันควรมาจากไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว อย่างน้อย 10-12% ของพลังงานทั้งหมด

ควบคุมสัดส่วนอาหารต้านโรคอ้วน 

น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเกิดจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความต้องการ จึงเกิดการสะสมในรูปของไขมัน จนอาจทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติและเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ และระบบทางเดินหายใจ การรักษาจะต้องเริ่มจากสาเหตุ คือควบคุมปริมาณการกินอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม และออกกำลังกายให้มากขึ้น ในส่วนของอาหารนั้นจำเป็นต้องกินอาหารให้ครบทุกมื้อ แต่ลดพลังงานลงวันละ 500 แคลอรี จะสามารถ ลดน้ำหนักลงได้สัปดาห์ละ 1/2 กิโลกรัม เช่น เปลี่ยนจากกินข้าวมาเป็นผักที่มีใยอาหารสูงเพื่อให้อิ่มนานขึ้น งดอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนื้อติดมัน อาหารทอด และงดอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารทุกมื้อควรมีปริมาณโปรตีนที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ เช่น ถั่วชนิดต่างๆ แทนที่จะเป็นเนื้อสัตว์ที่มักจะมีไขมันสูง

โปรตีนต่ำเพื่อพยุงโรคไต 

ไต ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย แต่ส่วนใหญ่จากการเผาผลาญของโปรตีน ดังนั้นอาหารที่ทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้นในการขับถ่ายของเสีย คือ โปรตีน โรคเกี่ยวกับไตมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่โดยสรุปก็คือทำให้ไตไม่สามารถทำหน้าที่อย่างปกติได้ หลักสำคัญในการรักษาด้วยอาหารคือช่วยให้ไตทำงานน้อยลง เพื่อให้ไตได้มีโอกาสพักหรือฟื้นตัว และลดการคั่งของของเสีย อาหารที่รับประทานควรจะมีปริมาณโปรตีนน้อย แต่เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เพื่อนำไปช่วยเสริมสร้างทดแทนเนื้อเยื่อต่างๆ ที่สูญเสียไป แต่สำหรับผู้ที่เป็นไตวายเรื้อรังจะมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง จำเป็นต้องงดโปรตีนที่มาจากนม ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ และไข่ เพราะเป็นอาหารที่มีปริมาณฟอสเฟตสูง เมื่อจำกัดปริมาณโปรตีนในอาหารแล้ว พลังงานส่วนใหญ่ที่ได้รับจึงมาจากน้ำตาล ไขมัน และแป้งที่มีโปรตีนน้อย เช่น วุ้นเส้น แป้งมัน ข้าวโพด มันสำปะหลัง วุ้น ลูกชิด สาคู เป็นต้น รวมทั้งจำกัดการได้รับโซเดียม โดยหลีกเลี่ยงสารปรุงรสที่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น

โรคความดันโลหิตสูงต้องระวังเกลือ 

ความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากแรงดันภายในหลอดเลือดแดงสูงตลอดเวลา โดยแรงดันค่าสูงสุด (systolic blood pressure) และแรงดันค่าต่ำสุด (diastolic blood pressure) มีค่าสูงกว่า 160/95 โรคความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมามากมาย คือหลอดเลือดแดง ไม่แข็งแรง เลือดไปเลี้ยงไม่สะดวก โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นในบริเวณอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต หรือจอตา ก็จะส่งผลให้เกิดอันตรายหรือถึงแก่ชีวิตได้ หลักการรักษาโรคความดันโลหิตสูงคือการควบคุมอาหาร การลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงความเครียด การดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ อาหารที่ควรจำกัดคืออาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมอยู่มาก เพราะโซเดียมที่อยู่ในเกลือจะทำหน้าที่ในการควบคุมสมดุลแรงดันของผนังเซลล์ และปริมาณน้ำในร่างกาย อาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก ได้แก่ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ อาหารทะเล และยาบางชนิด นอกจากนี้ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก เพราะจะทำให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ยาก โดยน้ำหนักที่เกินมาตรฐานจะทำให้หัวใจ ทำงานหนักมากขึ้นด้วย

โรคเกาต์กับกรดยูริค 

โรคเกาต์เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับกรดยูริค (uric acid) ในเลือดสูง ร่างกายได้รับกรดยูริคจากอาหาร และจากการสังเคราะห์ขึ้นในร่างกายโดยการสลายตัวของเซลล์ต่างๆ โดยจะมีอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของบริเวณที่มีการสะสมของกรดยูริค โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อข้อต่อของกระดูก ทำให้ข้อกระดูกเสื่อม และกระดูกบริเวณนั้นผิดรูปได้ อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีสัดส่วนของสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นแหล่งของกรดยูริค เช่น เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ ไข่ปลา ชะอม กะปิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง สัตว์ปีก กุ้งชีแฮ้ หอย น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน ปลาขนาดเล็ก เห็ด กระถิน ยีสต์ ปลาอินทรีย์ เป็นต้น ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ควรกินอาหารที่มีไขมันน้อยลงเพื่อให้น้ำหนักลดลง ถ้ากินไขมันมากเกินไปจะทำให้ขับถ่ายกรดยูริคได้ไม่ดี แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรได้รับอาหารที่มีพลังงานต่ำจนเกินไป เพราะร่างกายจะมีการสลายไขมันจากเนื้อเยื่อ ออกมาใช้ ทำให้มีปริมาณกรดยูริคสะสมเพิ่มขึ้นและขับถ่ายออกจากร่างกายลดลง น้ำตาลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ควรงดเพราะมีผลต่อการขับถ่ายกรดยูริคด้วยเช่นกัน

ระวังอาหารห่างไกลโรคมะเร็ง 

มะเร็ง (cancer) เป็นเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตผิดปกติ โดยจะขยายเซลล์ไปทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ด้วย พบว่าอัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกจากมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้น ได้แก่ มลพิษจากสภาพแวดล้อมและอาหาร ข้อมูลต่างๆ จากการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการกินอาหารมีผลกับการเกิดโรคมะเร็งมาก เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจึงควรปฏิบัติดังนี้

 
จำกัดอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง เนื่องจากพบว่ามะเร็งในลำไส้ใหญ่มักเกิดในกลุ่มผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลสูงเป็นเวลานานๆ
 
หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองหรือรมควันที่จะก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
 
กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักที่มีสารซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง ได้แก่ อินดอล (indole) อะโรมาติกไอโซไทโอไซยาเนต (aromatic isothiocyanate) ในดอกกะหล่ำม่วง บร็อคโคลี รวมทั้งผักและผลไม้ที่เป็นแหล่งของวิตามินซีและอี เช่น มะเขือเทศ ส้ม มะนาว จมูกข้าวสาลี ดอกคำฝอย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ที่จะช่วยลดการทำลายของเนื้อเยื่อที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง

สำหรับแนวทางการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง คือ ให้มีสารอาหารครบสัดส่วนตามที่ร่างกายต้องการ โดยอาจจำเป็นต้องแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ ดัดแปลงอาหารให้น่ากิน รสชาติดี เนื่องจากความบกพร่องของระบบย่อยอาหารและปัญหาด้านจิตใจ ที่สำคัญควรเป็นอาหารที่ปรุงสุก 

จะเห็นได้ว่าอาหารที่ดีนอกจากปรุงแต่งรสชาติได้อร่อยถูกใจแล้ว การเลือกสรรสารอาหารให้ได้สัดส่วนและเหมาะสมกับแต่ละคนยังเป็นการป้องกันโรคได้ หรืออย่างน้อยการระวังในการกินสักหน่อยก็ทำให้คนเราอยู่กับโรคต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ลำบากมากนัก ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับอาหารที่คุณกินในแต่ละมื้อเพื่อการมีสุขภาพที่ดี เพราะ You Are What You Eat... ก็ยังคงเป็นจริงเสมอ

 
    
  แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday 
  

[ ... ]

Sunday, November 16, 2008

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

ไม่มีพ่อ-แม่รายใดที่อยากมีลูกที่ผิดปกติ พิการแต่กำเนิด ไม่ว่าจะเกิดจากอวัยวะใดก็ตาม ยิ่งเกิดขึ้นกับหัวใจ ยิ่งฟังดูอันตราย และ น่ากลัวมาก อย่างไรก็ตามแม้ว่าการแพทย์จะเจริญรุดหน้าไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังพบความผิดปกติของหัวใจในทารกได้เสมอ เราเรียก รวมๆกันว่า โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของธรรรมชาติที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์ 100 % มีขาด มีเกิน ผู้ที่อ่อนแอย่อมไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่มนุษย์ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะเอาชนะธรรมชาติ กรณีหัวใจพิการแต่กำเนิดนี้ก็เช่นกัน ปัจจุบันหลายๆโรคสามารถผ่าตัด หรือ แก้ไข ให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นมากได้

เกิดจากอะไร ?? ปัจจุบันไม่มีคำตอบชัดเจน ทราบแต่ว่าเป็นความผิดปกติในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา อาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เช่น หัดเยอรมัน หรือ การที่มารดาได้รับยา สารเสพติด หรือ สารเคมีขณะตั้งครรภ์ หรือ ความผิดปกติที่โครโมโซมของเด็กเอง (เช่น กลุ่มอาการดาวน์ Down Syndrome) แต่ส่วนมากแล้วมักไม่มีสาเหตุ ทำให้เรา ไม่สามารถป้องกันได้ ส่วนใหญ่ไม่ทราบด้วยซ้ำจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา

พบบ่อยแค่ไหน ?? ประมาณว่าเด็กที่เกิดมามีชีวิต (คือไม่นับที่แท้งก่อน หรือ เสียชีวิตทันทีหลังคลอด) จำนวน 1,000 ราย จะมีเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 6-8 ราย และในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการให้แพทย์วินิจฉัยได้จนกว่าจะอายุ 2-3 เดือน แต่ยังโชคดีที่ส่วนน้อยจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขโดยด่วน ส่วนใหญ่ยังสามารถรอให้เด็กโตได้

มีกี่ชนิด ?? เราสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

กลุ่มที่เด็กตัวเขียว กลุ่มนี้เกิดจากความผิดปกติทำให้มีเลือดดำไหลไปปนกับเลือดแดง ซึ่งปกติแล้ว เลือดดำจะไม่ไหลไปปนกับ เลือดแดง ทำให้เด็กมีสี ออกเขียวๆ ม่วงแดงอ่อนๆ บางรายเห็นชัดเจนเวลาที่เด็กร้อง กลุ่ม นี้มีความผิดปกติได้หลายแบบ และ อาการค่อนข้างมาก เกือบทั้ง หมดต้องผ่าตัดแก้ไข บางรายที่เป็นรุนแรงต้องผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่ แรกคลอด การเจริญเติบโตของ เด็กพวกนี้จะน้อยกว่าปกติมาก เพราะเลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายมีระดับออกซิเจนต่ำกว่าปกติ มีส่วน น้อยที่สามารถเจริญเติบโต มาเป็นผู้ใหญ่ได้


กลุ่มไม่เขียว กลุ่มนี้ก็มีหลายแบบด้วยกัน อาจเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ (พบน้อย) หรือ ผนังกั้นห้องหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่ว (พบบ่อย) ทำให้เลือดแดงไหลไปปนเลือดดำ กรณีเช่นนี้ไม่ทำให้เกิด "สีเขียว" แต่จะทำให้เลือดไปปอดมากเกินไป และ หัวใจทำงานหนัก มากขึ้นโดยไม่จำเป็น ทำให้เกิดผลเสียต่อปอดและหัวใจในอนาคต โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ จะอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งสิ้น อาจแบ่งชนิดที่พบบ่อยๆได้เป็น

ผนังหัวใจห้องบนมีรูรั่ว เรียกว่า Atrial Septal Defect หรือ ASD ทำให้เลือดแดงจากหัวใจห้องซ้ายบน (ซึ่งเป็นเลือดแดง ผ่านการฟอกที่ปอดแล้ว) ไหลผ่านรูรั่วมายังหัวใจห้องขวาบน (ซึ่งเป็นเลือดดำ) ผ่านลงมายังหัวใจห้องขวาล่าง และออกไปยังปอด เลือดส่วนเกินนี้หลังจากถูกฟอกที่ปอดแล้วก็จะไหลกลับมายังหัวใจห้องซ้ายบนอีกครั้ง ทำให้หัวใจรับเลือดมากขึ้นกว่าปกติ ความ ผิดปกติชนิด ASD นี้ส่วนใหญ่แล้วไม่มีอาการใดๆ อาจตรวจพบจากการตรวจสุขภาพ พบว่าเสียงหัวใจผิดปกติ หรือ เอกซเรย์ปอด พบว่าขนาดหัวใจและหลอดเลือดที่ปอดผิดปกติ หากจะมีอาการก็มักจะเริ่มที่อายุประมาณ 30 ปี อาการ คือ เหนื่อยหอบง่ายเวลา ทำงาน อย่างไรก็ตามขึ้นกับขนาดรูของ ASD ด้วย หากรูเล็กแล้วไม่ควรจะมีอาการและไม่น่าจะเกิดปัญหาในระยะยาว ในผู้ป่วย ASD ที่รูโต มีเลือดไปที่ปอดมากเป็นระยะเวลานานๆจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ปอด จะหนาตัวขึ้น และ ตีบมากขึ้น เป็นผลให้ความดันในปอดสูงมากขึ้น จนในที่สุดสามารถดันเลือดดำให้ผ่านรู ASD ไปปนกับเลือดแดง และ เกิดหัวใจ ล้มเหลวตามมาได้ การเปลี่ยนแปลงทางปอดนี้หากเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ การผ่าตัดปิดรู ASD ที่ใหญ่ ตั้งแต่ยังไม่มีอาการจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ปอดได้

ผนังหัวใจห้องล่างมีรูรั่ว เรียกว่า Ventricular Septal Defect หรือ VSD ทำให้เลือดแดงจากหัวใจห้องซ้ายล่าง (ซึ่งเป็น เลือดแดง ผ่านการฟอกที่ปอดแล้ว) ไหลผ่านรูรั่วมายังหัวใจห้องขวาล่าง (ซึ่งเป็นเลือดดำ) แล้วออกไปยังปอด เลือดส่วนเกินนี้หลัง จากถูกฟอกที่ปอดแล้วก็จะไหลกลับมายังหัวใจห้องซ้ายบนและลงมาที่ซ้ายล่างอีกครั้ง ทำให้หัวใจรับเลือดมากขึ้นกว่าปกติ ความ ผิดปกติเช่นนี้แตกต่างจาก ASD เพราะมักจะมีอาการตั้งแต่เด็ก เจริญเติบโตช้า มีอาการของหัวใจล้มเหลว บางรายต้องได้รับ การผ่าตัดตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ผู้ป่วยบางส่วนรูสามารถเล็กลงหรือปิดเองเมื่อโตขึ้น แต่หากโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว รู VSD มีขนาด โตและยังไม่ปิด จะก่อให้เกิดปัญหามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ปอดเสียได้บ่อย จึงสมควรได้รับการผ่าตัดปิดรูรั่ว

ASD







VSD




PDA

มีท่อต่อระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ (Aorta) ่กับหลอดเลือดดำที่ไปเลี้ยงปอด (Pulmonary artery) ท่อนี้เรียกเป็น ภาษาอังกฤษว่า Patent Ductus Arteriosus หรือ PDA ก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกันกับ VSD และพบบ่อยมากในเด็กที่ คลอดก่อนกำหนด ส่วนใหญ่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือแก้ไขปิดท่อดังกล่าว

อาการ ? ขอเน้นว่าส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นระยะ (เนื่องจากในบางวัย อาจตรวจได้ไม่ชัดเจน) หากมีอาการก็จะเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว คือ เหนื่อยหอบง่ายเวลาทำงาน

การรักษา แต่ละชนิดมีการรักษาที่แตกต่างกันไป หากเป็นมากส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติ ในบางโรค เช่น ASD PDA อาจมีวิธีการรักษาโดยใส่อุปกรณ์บางอย่างไปปิดรูรั่ว โดยผ่านเทคนิคการสวนหัวใจ ซึ่งได้ผลดีในเด็ก แต่ก็ไม่ได้ ทำได้ทุกราย หากปล่อยให้อาการเป็นมากขึ้นแล้ว ความดันปอดสูงมากแล้ว ไม่มีการรักษาใดๆที่จะให้กลับมาเป็นปกติได้ ในกรณี เช่นนั้น การรักษาที่ดีที่สุด (ในโลกปัจจุบัน) คือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจและปอดไปพร้อมๆกัน ซึ่งทำได้แต่ยาก และ ไม่ค่อยมีผู้ยอม บริจาคนัก แม้จะผ่าตัดแล้วก็ยังต้องรับการรักษาไปตลอดชีวิต...

หากสงสัย ไม่แน่ใจ กรุณาตรวจสุขภาพกับกุมารแพทย์ (ผู้ป่วยเด็ก) หรือ อายุรแพทย์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ หากมีความจำเป็นอาจจะได้รับการตรวจดูหัวใจละเอียดด้วยอัลตราซาวน์หรือที่เรียกว่า Echocardiogram ซึ่งสามารถบอกรายละเอียดของความผิดปกติได้ดี
[ ... ]

หัวใจกระโดด

หัวใจเป็นอวัยวะที่ธรรมชาติออกแบบมาอย่างดี ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อนำอาหาร ออกซิเจน ไปสู่เซลล์ของอวัยวะต่างๆ และนำพาของเสียออกจากเซลล์เหล่านั้นไปขับถ่ายออกจากร่างกาย องค์ประกอบของหัวใจส่วนใหญ่ คือ เซลล์กล้ามเนื้อทำหน้าที่บีบและคลายตัวแบ่งออกเป็น สี่ห้อง คือห้องบนซ้ายขวา และห้องล่างซ้ายขวา มีลิ้นหัวใจบังคับให้เลือดไหล ไปในทิศทางเดียว คือจากเลือดดำหัวใจห้องขวาไปฟอกที่ปอด กลับมายังหัวใจ ห้องซ้ายเป็นเลือดแดงและสูบฉีดออกจากหัวใจ ทางหลอดเลือดแดงใหญ่เอออต้า

การที่หัวใจจะทำงานได้ดีเช่นนี้ต้องมีระบบหลอดเลือดไปเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เรียกกันว่า หลอดเลือดโคโรนารี่ โรคที่เกิดเเก่ หลอดเลือดโคโรนารี่ อันเกิดจากไขมันอุดตัน เป็นโรคที่พบได้บ่อย ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือถึงกับหัวใจล้มเหลว เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนั้นยังมีระบบไฟฟ้าในหัวใจที่ทำหน้าที่ให้จังหวะ การเต้นของหัวใจให้เต้นอย่างสม่ำเสมอ และ มีเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำหน้าที่พิเศษนำไฟฟ้าออกจากแหล่งกำเนิดที่ให้ จังหวะการเต้นลงไปถึงยังเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจทุกเซลล์ในเวลาใกล้เคียงกัน กล่าวง่ายๆ คือมีแหล่ง ให้กำเนิด จังหวะการเต้นและสายนำไฟฟ้าไปยังเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เหมือนกับมีโรงผลิตไฟฟ้า และ มีสายไฟฟ้านำไฟจ่าย ไปตามบ้านเรือนต่างๆ

โรคอันเกิดจากระบบไฟฟ้าหัวใจก็มีหลายอย่าง ทั้งชนิดที่เกิดจากแหล่งกำเนิดจังหวะไฟฟ้าหยุดทำงานหรือทำงานผิดปกติ ทำให้ จังหวะการเต้น ของหัวใจไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ เต้นเร็วไปบ้าง เต้นช้าไปบ้าง ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ถ้าเต้นเร็วไป ก็จะมีอาการใจสั่น ถ้าช้าไปมากๆอาจจะมีอาการ หน้ามืดหรือเป็นลมหมดสติ บางครั้งแหล่งกำเนิดจังหวะไฟฟ้า อาจจะออก จากตำแหน่งอื่นในหัวใจที่ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาเองภายหลัง เนื่องจากมีความผิดปกติทางระบบไฟฟ้าต่อเซลล์ ของกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งจะเกิด ได้ทั้งจากหัวใจห้องบนและห้องล่าง ทำให้เกิดมี หัวใจกระโดด คือ เต้นมาก่อนกำหนดที่ควรจะเต้น ผู้ป่วยบางรายที่มีหัวใจเต้น กระโดดก็ไม่มีอาการอะไร บางรายก็มีความรู้สึกว่าจังหวะการเต้นหัวใจรวนผิดปกติไป บางทีความผิดปกติ ที่เกิดแก่ระบบไฟฟ้าหัวใจ ก็อยู่ที่ทางเดินไฟฟ้าที่นำไฟฟ้าจากห้องบนลงสู่ห้องล่าง เมื่อเกิดความติดขัดแก่ทางเดินไฟฟ้า หัวใจก็มัก จะมีจังหวะการเต้นช้าลง ถ้าช้าลงไม่มากอาการก็น้อย ถ้าช้าลงมากก็อาจมีอาการหน้ามืดเป็นลมหมดสติได้ ในผู้ป่วยบางรายที่มี ทางเดินไฟฟ้าผิดปกติ แต่ กำเนิดหรือมาเป็นภายหลังก็อาจจะเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้เกิดหัวใจเต้นเร็วฉับพลันขึ้นมาได้ มีอาการ ใจสั่นและเหนื่อยเหมือน ไปออกวิ่งไกลๆ

โดยคำนิยาม " หัวใจกระโดด " ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ หมายถึงการเต้นผิดจังหวะของหัวใจทุกชนิด ทั้งชนิดเร็วเกินไป ช้า เกินไป ชนิดเป็นๆหายๆ และชนิดเป็นถาวร เราจึงต้องมาพูดถึงการเต้นจังหวะปกติว่าเป็นอย่างไรเสียก่อน การเต้นจังหวะปกติ คือ จังหวะสม่ำเสมอในอัตราการเต้น 60 ถึง 100 ครั้ง ต่อนาทีโดยไฟฟ้าเดินทางออกจากส่วนบนของหัวใจห้องบนขวาลงมายังห้องล่าง

อัตราการเต้นในจังหวะปกตินี้จะแปรเปลี่ยนไปได้ตามการหนักเบาของการทำงาน หรือการออกกำลังของร่างกายในขณะใดขณะหนึ่ง เช่น นอนพักผ่อน สบายๆ จะมีอัตราการเต้น 60 ครั้งต่อนาที ออกเดินช้าๆ อัตราการเต้นเพิ่มขึ้นเป็น 70 ครั้งต่อนาที ออกวิ่งช้าๆ อัตราการเต้นเป็น 100 ครั้งต่อนาที ออกวิ่งเร็วๆ อัตราการเต้นเป็น 140 ครั้งต่อนาที

เมื่อเรารู้แล้วว่าเต้นปกติคืออย่างไร เราก็เข้าใจได้ว่าการเต้นจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปจากนี้ คือการเต้นกระโดด เช่น นั่งอยู่ดีๆหัวใจเต้น เร็วขึ้นมาทันทีจาก 80 ครั้งต่อนาที เป็น 160 ครั้งต่อนาที หรือมีการเต้นมาก่อนกำหนด หรือเต้น 2 จังหวะ หยุด 1 จังหวะ เป็นต้น

อาการที่พบในขณะที่หัวใจกระโดดมีได้แตกต่างกัน บางคนจะไม่มีอาการอะไรเลย แม้จะมีหัวใจกระโดดอยู่ตลอดเวลา บางคนจะ มีอาการใจสั่นใจหวิว บางคนมีอาการหัวใจบีบตัวแรงในบางจังหวะ บางคนมีอาการเหนื่อยทั้งๆที่นั่งอยู่เฉยๆ บางคนมีอาการเพลีย หมดแรงไม่อยากทำอะไร อยากนอนตลอด ในขณะที่หัวใจกระโดด บางคนมีอาการหน้ามืด จนถึงหมดสติถ้าหัวใจเต้นช้าหรือมี จังหวะที่หยุดเต้นนานเกิน 3 วินาที เนื่องจากอาการมีแตกต่างกันมาก และหัวใจกระโดดก็มีหลายชนิด การฟังจากอาการอย่างเดียว จึงไม่เพียงพอที่จะบอกว่าเป็นหัวใจกระโดดชนิดใด จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจคลื่นหัวใจ การตรวจพิเศษชนิด ต่างๆ เพื่อสามารถตรวจจับได้ว่าเป็นการเต้นกระโดดชนิดใด เนื่องจากการรักษาหัวใจกระโดดแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยที่มี อาการหัวใจกระโดดหลายรายไปตรวจกับแพทย์แล้วอาจจะถูกสรุปว่าเป็นโรคเครียดคิดมาก ด้วยเหตุที่ว่า การกระโดดของหัวใจ เกิดขึ้นนานๆครั้ง จับตัวไม่เจอ เพราะตอนเป็นก็ไม่ได้ไปให้เเพทย์ตรวจ ตอนไปให้แพทย์ตรวจการกระโดดก็ยังไม่เกิดขึ้น บางครั้งการกระโดดของหัวใจเกิดขึ้นระยะเวลา ช่วงสั้น แม้คิดว่าจะไปหาแพทย์ทันทีก็ไปไม่ทัน การกระโดดหายไปเสียก่อน

ในกรณีที่ท่านไปพบแพทย์ปรึกษาเกี่ยวกับปัญหา "หัวใจกระโดด" แพทย์จะตรวจความดันโลหิต ตรวจจังหวะ และ อัตราการเต้นของ หัวใจ ว่าเป็นปกติหรือไม่ แพทย์จะตรวจหัวใจและหลอดเลือดโดยละเอียด ว่ามีโรคหัวใจชนิดใดอยู่หรือไม่ เพราะจะทำให้แพทย์ ทราบสาเหตุว่าทำไมหัวใจจึงกระโดด ในกรณีที่ตรวจ พบสาเหตุ การรักษาที่สาเหตุโดยตรงอาจช่วยแก้ปัญหาหัวใจกระโดดได้ง่าย ขึ้นตัวอย่างของสาเหตุที่ทำให้หัวใจกระโดด ได้แก่

1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้เกิดหัวใจกระโดดทั้งชนิดที่เกิดกระโดดจากหัวใจห้องล่างหรือจากหัวใจห้องบน มักมีอาการร่วมกับอาการจากหัวใจ ขาดเลือดคืออาการเจ็บแน่นหน้าอก

2. โรคที่เกิดจากความเสื่อมของจุดกำเนิดจังหวะหัวใจและทางเดินไฟฟ้าในหัวใจ อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ผู้ป่วยจะ มีอาการใจสั่น ตอนหัวใจเต้นช้า จะมีอาการหน้ามืดจนถึงเป็นลมหมดสติได้

3.โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว โรคลิ้นหัวใจตีบรูห์มาติค ทำให้หัวใจกระโดดชนิดที่มาจากห้องบนเป็นส่วนใหญ่ ลิ้นหัวใจรั่วก็อาจ ทำให้หัวใจกระโดดได้เช่นกัน

4. โรคหัวใจผิดปกติจากกำเนิด ทำให้หัวใจกระโดดได้หลายชนิด เป็นได้ทั้งก่อนการผ่าตัดแก้ไขและหลังการผ่าตัดแก้ไข รวมทั้งคนไข้ที่มีทางเดินไฟฟ้าหัวใจ ผิดปกติแต่กำเนิด เช่นโรควูฟพาร์กินสันไวท์ซินโดรม ( WPW Syndrome )

5. โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อน โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวเฉพาะส่วน โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้หัวใจ เต้นกระโดดชนิดร้ายแรงจนอาจถึงแก่ชีวิตได้

6. โรคทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจโดยตรง เช่น โรคคอพอกเป็นพิษ ก็อาจทำให้หัวใจกระโดดได้ โรคถุงลมโป่งพอง ในปอดเรื้อรัง

นอกจากนั้น ยาบางชนิดทำไห้หัวใจกระโดด โดยเฉพาะถ้าได้รับปริมาณมากแม้แต่การดื่มกาแฟยังเป็นเหตุให้หัวใจกระโดดได้ ความผิดปกติของระดับเกลือแร่ ในร่างกาย เช่น ระดับโปแตสเซียมต่ำเป็นเหตุให้หัวใจกระโดดได้มาก ระดับความสมดุลของ ระบบประสาทอัตโนมัติ มีผลต่อการกระโดดของหัวใจอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ตรวจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน

หัวใจกระโดดที่มีบ่อยหรือเป็นอยู่ตลอดเวลา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจก็มักจะบอกได้ว่าเป็นการกระโดดชนิดใด และควรจะรักษา อย่างไร แต่มีไม่น้อย ที่ทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจหลายครั้งก็ยังไม่พบว่าเป็นการเต้นกระโดดชนิดใด จำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษ เพิ่มเติม ได้แก่

1.การติดเทปบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ( Holter monitoring ) โดยอาศัยเทปหรือการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดดิจิตอล ทำให้เราสามารถ ตรวจดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ได้บันทึกไว้ตลอด 24 ชั่วโมงได้ คนไข้จะต้องติดสายและติดเครื่องบันทึกไว้กับตัวตลอดหนึ่งวัน เครื่องบันทึกนี้มีขนาดเล็กเท่าขนาด โทรศัพท์มือถือ ถ้าการกระโดด นั้นไม่เกิดขึ้นใน 24 ชั่วโมงที่ติดเครื่องบันทึก ก็ยังอาจตรวจจับไม่ได้บางรายต้องติดหลายครั้งจึงพบ

2.การใช้เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชั่วคราวชนิดพกติดตัวได้สะดวก มีขนาดเครื่องเล็กเท่า pager ติดตามตัว และบางบริษัทผลิตเป็นขนาดบางเล็ก เท่าเครดิตการ์ด พกติดไว้ในกระเป๋า ถ้าเกิดอาการหัวใจกระโดดก็นำมาแนบที่หน้าอก กดปุ่ม เครื่องจะบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจไว้เป็นเวลา 30 วินาที เมื่อ นำไปให้แพทย์ถ่ายคลื่นไฟฟ้าลงบนกระดาษ ก็จะทราบว่าเป็นหัวใจ กระโดดชนิดใดได้ เครื่องชนิดนี้เหมาะแก่การกระโดดชนิดนาน ๆ เป็น ครั้งหนึ่ง และเป็นแล้วหายเร็วไปพบแพทย์ไม่ทัน แต่ไม่ เหมาะกับการเต้นผิดจังหวะชนิดที่มีอาการหน้ามืด เป็นลม หมดสติ

3.การตรวจโดยการเอียงเตียง ( Tilt Table Test ) ในผู้ป่วยอายุน้อยที่มีอาการหน้ามืดเป็นลมบ่อย ที่สงสัยจะเกิดจาก ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ แพทย์จะตรวจโดยการเอียงเตียงขึ้น 60-80 องศา เป็นเวลา 30-40 นาที

4.การตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยการออกกำลัง บางครั้งเราจะตรวจการกระโดดพบด้วยวิธีนี้

5.การตรวจเช็คระบบไฟฟ้าภายในหัวใจโดยตรง เป็นการตรวจพิเศษที่ต้องใส่สายสวนหัวใจขนาดเล็ก เข้าไปภายในหัวใจ หลายตำแหน่งโดยใช้เครื่อง x-ray ช่วย รับไฟฟ้าจากภายในหัวใจหลายจุด ทำให้รู้ว่าไฟฟ้าลัดวงจรที่ใดหรือไม่ รวมทั้งอาจปล่อย ไฟฟ้าปริมาณน้อย ๆ เข้าไปกระตุ้นให้เกิดการเต้นผิดจังหวะ ที่เป็นอยู่มาปรากฎให้เห็นต่อหน้าแพทย์ได้ ถ้าตรวจพบทางเดินไฟฟ้า ผิดปกติโดยวิธีนี้ ก็อาจให้การรักษาต่อเนื่องโดยใช้พลังงานวิทยุตัดวงจรไฟฟ้าได้เลย

การรักษาหัวใจเต้นกระโดดขึ้นกับชนิดของการกระโดดที่ตรวจเจอ บางชนิดเป็นการกระโดดที่ไม่ร้ายแรงก็ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา สามารถปล่อยให้กระโดด อยู่อย่างนั้นได้โดยเฉพาะในรายที่ไม่มีอาการและตรวจไม่พบโรคหัวใจอย่างอื่น โดยสรุปการรักษาจะมี หลายอย่าง ได้แก่

1.ไม่ให้การรักษาใด ๆ แต่ตรวจติดตามอาการเป็นระยะดังกล่าวข้างต้น

2.การรักษาโดยการใช้ยา ยาส่วนใหญ่จะรักษาการกระโดดของหัวใจได้เพียงแค่ควบคุมได้เท่านั้นมักไม่ทำให้หายขาด ตราบใด ที่ยังกินยาอยู่ก็ไม่เป็น ครั้นลืมกินยาหรือหยุดยาโดยตั้งใจ ก็มีอาการกลับมาใหม่อีก ยาทุกชนิดที่รักษาหัวใจกระโดดมักมีฤทธิ์ ข้างเคียงค่อนข้างมาก ไม่ควรซื้อทานเองตาม ร้านขายยาควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอคำปรึกษาจะดีกว่า

3.การรักษาด้วยเครื่องมืออีเลคโทรนิค ได้แก่การ ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร (Cardiac pacemaker) ในผู้ป่วยที่หัวใจเต้นช้ามากหรือตัวให้จังหวะการเต้น ไม่ทำงาน นอกจากนั้นบางคนยังจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ ( Automatic defibrillator ) ให้หัวใจที่กระโดดชนิดร้ายแรง ถูกกระตุกกลับเป็น ปกติด้วยพลังงานไฟฟ้าได้

4.การรักษาโดยใช้พลังงานคลื่นวิทยุ ใช้หลักการ การสวนหัวใจที่ใช้เครื่องเอกซเรย์ช่วย เมื่อตรวจพบไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้ เกิดหัวใจกระโดด เราสามารถ ใช้พลังงานคลื่นวิทยุผ่านทางสายสวนหัวใจชนิดที่มีขั้วนำไฟฟ้าที่ปลายสาย ทำให้ เกิดความร้อน ที่ปลายสายประมาณ 50-60 เซลเซียส ก็สามารถตัดวงจร ไฟฟ้าภายในหัวใจที่ผิดปกติให้ขาดจากกันได้ เป็นการรักษาที่ทำให้ หายขาดถาวรได้โดยไม่ต้องกินยาหรือมาทำการรักษาซ้ำอีก ข้อเสียของวิธีนี้ คือมีราคาแพง แต่เป็น การลงทุนเพียงครั้งเดียว ถ้าเราคิดราคาค่ายาที่เราต้องกินตลอดชีวิต ก็จะพบว่า การจ่ายเงินครั้งเดียวแล้วหาย ดีกว่ากินยาตลอดชีวิต เป็นอันมาก

5.การรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัดแก้สาเหตุโดยตรง เช่น การตัดต่อทางเดินเส้นเลือดหัวใจ การผ่าตัด เปลี่ยนลิ้นหัวใจ, การผ่าตัดกล้ามเนื้อ หัวใจตายที่โป่งพองออก เป็นต้น

เราจะเห็นว่าวิวัฒนาการ การรักษาหัวใจกระโดดดีขึ้นเป็นอันมาก ทำให้การรักษาที่ไม่เคยหายขาดมาหายขาดได้ มีเครื่องมือ สมัยใหม่ช่วยในการวินิจฉัย และรักษาเกิดขึ้นหลายอย่าง การพัฒนาวิธีการรักษาคงไม่หยุดเท่านี้ นับวันเราก็จะมีวิธีต่อสู้กับ โรคต่างๆได้มากขึ้น ทำให้ชีวิตมนุษย์ยืนยาวขึ้นเรื่อยๆ เราทุกคนนับว่าโชคดีที่มาเกิดในช่วงเวลาที่มีการรักษาโรคอันทันสมัย เราจึงไม่ควรปฏิเสธการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ในฐานะของแพทย์ ผู้รักษาก็มีหน้าที่ต้องเพิ่มพูนความรู้ให้ทันกับ การคิดค้นใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์ทางวิชาการเหล่านี้โดยทั่วถึงกัน


เรียบเรียงโดย นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจ
http://www.thaiheartweb.com/
[ ... ]

Saturday, November 15, 2008

หัวใจเต้นช้า

ผู้ป่วยและผู้อ่านหลายท่านมีอาการ "หัวใจเต้นเร็ว" "หัวใจเต้นแรง" หรือ "ใจสั่น" แต่บางท่านกลับ มีปัญหาตรงกันข้าม นั่นคือ "หัวใจเต้นช้า" หัวใจประกอบด้วยกล้ามเนื้อที่มีการหดตัว คลายตัว ตลอดเวลา เพื่อบีบตัวไล่เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย การบีบตัวของหัวใจอาศัยการเปลี่ยนแปลง ของไฟฟ้าในหัวใจเป็นตัวกระตุ้น จุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจอยู่ที่หัวใจห้องขวาบน ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา กระตุ้นทั้งหัวใจอย่างเป็นระบบ เป็นจังหวะประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที แล้วแต่ความต้องการของ ร่างกาย เช่นเวลานอนหลับ อาจต่ำลงถึง 45-50 ครั้งต่อนาทีก็ได้ แต่เมื่อออกกำลังกาย หัวใจจะเต้นเร็ว ขึ้นได้มากกว่า 120 ครั้งต่อนาที จุดกำเนิดไฟฟ้านี้ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนหลายชนิด รวมทั้งอารมณ์ ด้วยครับ





การที่หัวใจเต้นน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที เรียกว่า หัวใจเต้นช้า แต่จะช้าแบบปกติ หรือ ผิดปกติ นั่นเป็นเรื่องที่จะคุยต่อไปครับ ถึงสาเหตุต่างๆดังนี้

หัวใจเต้นช้าแบบปกติ
โดยส่วนใหญ่จะไม่ต่ำกว่า 50 ครั้งต่อนาที (แต่อย่างไรก็ตามมีบางรายที่เต้น 45 ครั้งต่อนาทีแต่ยัง ปกติก็ได้) และต้องไม่มีอาการผิดปกติต่างๆด้วย เช่น ไม่เหนื่อยง่าย หรือ หน้ามืด เป็นลม หัวใจเต้น ช้าแบบนี้พบได้ในผู้ที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ เช่น นักกีฬา นักวิ่ง เป็นต้น หัวใจ เต้นช้าแบบนี้เป็นสิ่งดีครับ แสดงถึงความ"ฟิต"ของร่างกาย

ยังมีหัวใจเต้นช้าแบบปกติอีกชนิดหนึ่ง คือ การตอบสนองต่อ ความกลัว หรือ ความเจ็บปวด เช่น เวลาเห็นเลือดแล้วเป็นลม หรือ เจาะเลือดแล้วเป็นลม เหล่านี้เกิดจากหัวใจเต้นช้าชั่วขณะเช่นกัน

หัวใจเต้นช้าจากยา
ยาที่ใช้ลดความดันโลหิต และ โรคหัวใจขาดเลือดบางชนิด (กลุ่ม betablocker) จะทำให้หัวใจ เต้นช้าลงกว่าปกติ เนื่องจากหัวใจที่เต้นช้านี้ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจใช้ออกซิเจนน้อยลง จึงทำให้ อาการของหัวใจขาดเลือดลดลง

หัวใจเต้นช้าชนิดร้ายแรง
เกิดขึ้นเนื่องจากระบบการนำไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ ความผิดปกติอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ที่"จุดกำเนิดไฟฟ้า" "สถานีดีเลย์ไฟฟ้า" "กลุ่มเซลนำไฟฟ้าในหัวใจ" มีผลให้การนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติไป ส่วนสาเหตุ อาจเกิดจาก ความเสื่อมของเซลนำไฟฟ้าเองในผู้สูงอายุ (degenerative change เช่น Sick sinus syndrome หรือ Aortic Stenosis) อาจเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน (Myocardial Infarction) เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากเชื้อไวรัส (Viral Myocarditis) ส่วน หัวใจเต้นช้าแต่กำเนิดพบได้น้อย (Congenital Heart Block)

อาการ และ แนวทางการรักษา

อาการของหัวใจเต้นช้าเกินไป คือ อาการที่เกิดจากเลือดจะไม่พอเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการ "วูบ" "หมดสติชั่วขณะ" หรือ "เป็นลม" นอกจากนั้นหากเป็นมานานจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น เหนื่อย ง่ายผิดปกติ การวินิจฉัยอาศัยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และ บางรายต้องอาศัยการดู คลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง ด้วย สำหรับการรักษานั้นขึ้นอยู่กับอาการ และ สาเหตุ หากเป็นชนิดที่ปกติ ไม่มีอาการผิด ปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาใดๆครับ แต่หากเป็นชนิดที่ร้ายแรงก็จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้หัวใจเต้นช้า เกินไป ด้วยการผ่าตัดใส่ เครื่องกระตุ้นหัวใจ


เรียบเรียงโดย นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจ
http://www.thaiheartweb.com/
[ ... ]

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)

ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Heart Failure หรือ Congestive Heart Failure หมายถึงภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบ ฉีด เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของ ร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดอาการต่างๆขึ้น คำนี้ในบางครั้งภาษาไทยใช้คำว่า "หัวใจวาย" เช่นกัน แต่ในความหมายของคนทั่วไป เมื่อกล่าวคำว่า "หัวใจวาย" จะหมายถึงกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) มากกว่า จึงอาจสับสนได้

เมื่อเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวขึ้นแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมาย เช่น ฮอร์โมน หลายชนิดเพิ่มขึ้นผิดปกติ หลอดเลือดแดงหดตัว แรงต้านต่อหัวใจมากขึ้น หัวใจทำงาน หนักมากขึ้น ความดันโลหิตลดลง ผลตามมาคือ ไตวาย และอวัยวะต่างๆไม่ทำงานตามปกติ ทำให้เสียชีวิตในที่สุด

อาการ : จะขึ้นกับว่าหัวใจซีกใดผิดปกติ หากหัวใจซีกขวาล้มเหลว ก็จะทำให้เลือดไม่ สามารถไหลเข้าหัวใจซีกขวาได้ดี ผลที่ตามมาคือ ตับโต (ทำให้แน่น ปวดท้อง เบื่ออาหาร) ขาบวม ท้องบวม แต่ถ้าหัวใจซีกซ้ายล้มเหลว อาการเด่นคือ อาการทางปอด เนื่องจากมี เลือดคั่งในปอดมาก ได้แก่ เหนื่อย หอบ ไอเป็นเลือด นอนราบไม่ได้เพราะจะเหนื่อยมาก จนในที่สุดไม่สามารถหายใจได้

สาเหตุ : โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย ลิ้นหัวใจตีบ หรือ รั่ว ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจพิการจากสาเหตุต่างๆ เช่น ไวรัส เบาหวาน แอลกอฮอล์ (รวมทั้งไม่มีสาเหตุ)


จุดมุ่งหมายการรักษา : ลดอาการหอบเหนื่อย หรือ บวม, อายุยาวขึ้น, คุณภาพชีวิตดีขึ้น


หลักการรักษา : รักษาตามอาการ ให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดน้ำในปอด ยาขยายหลอดเลือด แดงช่วยให้หัวใจทำงานสบายขึ้น ยากระตุ้นหัวใจ นอกจากนั้นแล้ว บางรายต้องรักษาตาม สาเหตุด้วย เช่น ผ่าตัดแก้ไขลิ้นหัวใจ ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นต้น หากหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็อาจพิจารณาให้ยาควบคุม


ผลการรักษา / การพยากรณ์โรค : เป็นโรคที่ไม่หายขาดไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด หากหัวใจเสียมาก กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวน้อย การพยากรณ์โรคไม่ดี หากเป็นโรคลิ้นหัวใจ พิการ การแก้ไขลิ้นหัวใจโดยการผ่าตัด หรือ ขยายลิ้นหัวใจ แม้จะไม่ได้ช่วยให้หายขาด แต่ทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นมาก


คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย : รับการรักษาสม่ำเสมอ ไม่ควรขาดยา ไม่ซื้อยารับประทานเอง เพราะยา หลายอย่างมีผลแทรกซ้อนมาก หากมีอาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อยมาก ต้องรีบมารพ.ใกล้ที่สุดทันที

เรียบเรียงโดย นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจ
http://www.thaiheartweb.com/
[ ... ]

Wednesday, November 5, 2008

โรคกระดูกพรุน



โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่เนื้อกระดูกทั่วรายกายมีปริมาณมวลกระดูกลดลง
ซึ่งมีผลตามมาทำให้กระดูกสูญเสียความแข๊งแรงและเกิดการหักได้ง่าย

โรค กระดูกพรุนเป็นปัญหาของสตรีผู้สูงอายุทั่วโลก เป็นผลจากการที่ประชากรทั่วไปมีอายุยืนนานขึ้นและยังเป็นปัญหาสาธารณสุขของ ประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากอุบัติการณ์เกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุมากขึ้น นำมาซึ่งผลเสียทางสุขภาพของผู้สูงอายุเอง เกิดการเจ็บปวด คุณภาพชีวิตที่เสียไปจากทุพพลภาพที่เกิดจากการไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังนำมาซึ่งสาเหตุให้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

ผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมจากค่าใช้จ่ายใน การรักษาพยาบาลโดยตรง และทุพพลภาพที่เกิดตามมา ซึ่งต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยเสริมการดูแลเป็นพิเศษ

ปัจจัย ที่ส่งเสริมให้มีปริมาณมวลกระดูกลดลงและเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม การมีประวัติโรคกระดูกพรุนในครอบครัว วิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่รับประทานอาหารโปรตีนจากสัตว์มาก การ

รับ ประทานอาหารรสเค็มจัด การดื่มกาแฟปริมาณมาก ๆ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ การไม่ได้ออกกำลังกายทั้งหมดล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดกระดูกพรุนได้มาก ขึ้น ในสตรีที่มีรูปร่างผอมเล็ก การหมดประจำเดือนก่อนวัย การออกกำลังกายอย่างหนัก ยาบางชนิด ฮอร์โมนบางชนิดที่ได้รับมากเกินไป และเป็นเวลานานก็ส่งผลให้เกิดกระดูกพรุนได้เช่นเดียวกัน ในสตรีหลังวัยหมดประจำเดือนจะพบว่า มีการลดลงของมวลกระดูกอย่างรวดเร็วใน 10-20 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุที่มีรึกระดูกพรุนเกิดขึ้นมักมีปัจจัยส่งเสริมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างร่วมกัน ซึ่งส่งผลให้มีการสลายกระดูกเพิ่มขึ้นและลดการสร้างของกระดูก

โรค กระดูกพรุนเป็นโรคที่ป้องกัน และรักษาได้ การป้องกัน คือ การส่งเสริมให้ร่างกายมีการสร้างมวลกระดูกสูงสุดและมากที่สุดในระยะที่ร่าง กายมีการเจริญเติบโต ได้แก่ ในช่วงวัยเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว โดยการบริโภคอาหารให้มีแคลเซียมเพียงพอ อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย ที่รับประทานพร้อมกระดูก กุ้งฝอย ผักใบเขียวชนิดต่าง ๆ งา ถั่วต่าง ๆ ลดการบริโภคโปรตีนจากสัตว์หันมาบริโภคโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้แทน การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมให้สม่ำเสมอจะช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ ในสตรีหลังหมดประจำเดือน การรับประทานแคลเซียมให้สูงกว่าที่เคยได้รับตามปกติจากอาหาร จะชะลอการลดลงของมวลกระดูกซึ่งจะเกิดมากในช่วง 10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน โดยการรับประทานแคลเซียมเสริมร่วมกับรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนมที่เสริมแคลเซียม ผักใบเขียวแมกนีเซียม เป็นเกลือแร่ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความสำคัญของการแข็งแรงของกระดูก ควรจะได้รับไปพร้อมกับแคลเซียม อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง ได้แก่ เมล็ดพืชต่าง ๆ ถั่วต่าง ๆ ข้าวซ้อมมือ ผักใบเขียว ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ขณะเดียวกันลดอาหารเค็มจัด หรือมีโซเดียมสูง เนื่องจากโซเดียมทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมไปในปัสสาวะมากขึ้น และจะทำให้กระดูกเปราะเร็วมากขึ้น หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอจะช่วยให้กระดูก และกล้ามเนื้อแข็งแรง ละเลิกการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทั้งสองอย่างจะลดการดูดซึมของแคลเซียมทำให้กระดูกบางเร็ว
สำหรับผู้ที่เกิดกระดูกพรุนแล้ว ควรได้รับการรักษาด้วยยาหรือยับยั้งการสลายตัวของมวลกระดูก เพื่อลดอาการของกระดูกหักขณะนี้มีการค้นคว้าหายาใหม่ ๆ ซึ่งจะนำมารักษาโรคกระดูกพรุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต


วารสารวิชัยยุทธ ฉบับ สุขภาพสตรีและเด็ก
ฉบับที่ 12
http://www.vichaiyut.co.th
[ ... ]

อาการปวดประำจำเดือน


ผม คิดว่าคุณผู้หญิงเกือบทุกท่านที่ได้แวะเวียนมาอ่านบทความจนถึงบรรทัดนี้คง เคยมีอาการปวดประจำเดือน กันมาบ้างแล้ว เนื่องจากอาการดังกล่าวพบได้ประมาณร้อยละ 50-70 ในผู้หญิง ซึ่งอาการดังกล่าวมีสาเหตุได้จาก หลานอย่าง เช่น การบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกเพื่อไล่เลือดประจำเดือน หรือเกิดจากมีการอักเสบ ติดเชื้อร่วมด้วย หรืออาจเกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) โดยภาวะเยื่อบุ โพรงมดลูกเจริญผิดที่นี้มีอาการตั้งแต่น้อย ๆ ไปจนถึงระดับรุนแรงมากได้ ซึ่งในวันนี้ผมขอคุยถึงสาเหตุของการ ปวดประจำเดือนจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แต่เพียงอย่างเดียวนะครับ


ดัง ได้กล่าวไปแล้วว่า อาการปวดประจำเดือนพบได้ ประมาณร้อยละ 50-70 ในผู้หญิง และในกลุ่มนี้พบว่ามีสาเหตุ จากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ประมาณร้อยละ 20-90 ภาวะนี้ถือว่ามีความสำคัญเพราะพบได้บ่อย และบางครั้ง อาการรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวันของคุณผู้หญิงได้ เช่น ทำให้ต้องขาดงาน หรือขาดการเรียน นอกจากนี้ยังเป็นผลเรื้อรัง ที่เป็นเหตุของการมีบุตรยากได้ ซึ่งภาวะการมีบุตรยากนั้น พบว่ามีสาเหตุจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ประมาณ

ร้อย ละ 30 คุณผู้หญิงหลาย ๆ ท่าน ที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจสงสัย แล้วว่า อาการปวดประจำเดือนแบบไหนกันที่จะบ่งว่ามีสาเหตุ มาจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ลองสังเกตอาการปวด ประจำเดือนของตนเองดูซิครับว่ามีลักษณะดังนี้บ้างหรือเปล่า?

  • มีอาการปวดทุกเดือนหรือเกือบทุกเดือน
  • อาการปวดนั้นเป็นมากขึ้นในเดือนต่อ ๆ มา

หาก มีหนึ่งหรือสองอาการดังกล่าว ก็ให้สงสัยไว้ได้ก่อนเลยครับ เนื่องจากภาวะนี้จะทำให้เกิดพังผืดสะสมอยู่ในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้องได้ ยิ่งมีพังผืดมากก็ยิ่งทำให้ปวดมาก และพังผืดนี้อาจจะไปรัดท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่มีการผิดรูปหรือตีบตัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากได้ พังผืดที่เกิดขึ้นนี้อาจไปรัดส่วนของลำไส้ทำให้มีอาการของลำไส้ตีบตันได้ บางครั้งก็จะเกิดพังผืดที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้มีความรู้สึกปวดเบ่ง อยากถ่ายอุจจาระได้บ่อยโดยที่ถ่ายอุจจาระไม่ออก อาการอีกอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อย แต่คุณผู้หญิงอาจรู้สึกเขินอายที่จะเล่าให้แพทย์ทราบก็คือ อาการปวดบริเวณท้องน้อยลึก ๆ ร้าวไปที่หลังเวลามีเพศสัมพันธ์ สาเหตุของอาการดังกล่าวก็มาจากพังผืดเหมือนกันครับ แต่พังผืดนี้ไปเกิดในตำแหน่งด้านหลังส่วนล่าง ๆ ของตัวมดลูก


สำหรับ อาการปวดที่สัมพันธ์กับประจำเดือนซึ่งอาจมีก่อน ระหว่าง หรือ หลังจากประจำเดือนหมดไปแล้วนั้นเป็นเพราะว่า รอยโรคของภาวะนี้จะตอบสนองต่อฮอร์โมนจากรังไข่ในช่วงนั้น มาถึงตอนนี้คุณหญิงอาจสงสัยแล้วว่า รอยโรคนี้มันมาจากไหน กันนะ คำตอบที่ทราบแน่ชัดจริง ๆ ก็ไม่มีใครทราบหรอกครับ แต่สันนิษฐานกันว่าเจ้าเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งปกติควรอยู่ในโพรงมดลูกนั้นบังเอิญหลุดออกมาอยู่ในช่องท้อง หรืออุ้งเชิงกราน จากนั้นมันก็จะฝังตัวและเพิ่มปริมาณตาม การตอบสนองของฮอร์โมนจากรังไข่นั่นเองครับ สาเหตุที่ มันหลุดออกมาจากโพรงมดลูกได้ก็เนื่องจากว่า ในโพรงมดลูก ท่อนำไข่ และปลายเปิดของท่อนำไข่ที่เข้าสู่ช่องท้อง หรือ อุ้งเชิงกรานนั้น เป็นช่องที่ติดต่อถึงกันหมดเลยครับ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีก เช่น การผ่าตัดที่ต้องทะลุเข้า โพรงมดลูก เช่น การผ่าตัดคลอดบุตร ก็อาจทำให้เซลล์ดังกล่าว หลุดออกมาได้เช่นกัน


สำหรับการดูแลภาวะดังกล่าว ก็คงเริ่มจากการใช้ยาก่อน เป็นอันดับแรก นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงความรุนแรงของโรค อายุและสถานภาพที่เกี่ยวกับการมีบุตรด้วยครับ ในกรณีที่อาการของโรคไม่รุนแรงมากนักอาจรับประทานยาลดการอักเสบเนื้อเยื่อ กลุ่ม NSAIDS ที่คุณผู้หญิงเรียกกันทั่วไปว่ายาแก้ปวดประจะเดือนก็ได้ครับ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดมากแต่ดูเหมือนว่าที่รู้จักกันคุ้นหูก็คือ PONSTAN (mefenamic acid) ซึ่งจริง ๆ แล้ว จะเลือกทานชนิดใดก็ได้นะครับแต่ขอให้เป็น NSAIDS ก็แล้วกัน เพราะยานี้มีข้อดีมากกว่ายาแก้ปวด PARACETAMOL ตรงที่นอกจากช่วยลดอาการปวดแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดพังผืดสะสมจากรอยโรคได้ด้วย (ในกรณีที่รอยโรคยังไม่มาก) แน่นอนครับทุกอย่างก็ต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ ยาในกลุ่ม NSAIDS นี้จะมีฤทธิ์ข้างเคียงในเรื่องระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมาก ดังนั้นเวลารับประทานควรทานหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำตามมาก ๆ

ยา ในกลุ่มต่อมาที่เลือกใช้ คือ กลุ่มฮอร์โมนที่ใช้ได้สะดวกที่สุดคือยาเม็ดคุมกำเนิดนี่แหละครับ โดยเราอาศัยกลไกที่ยาไปช่วยยับยั้งการตกไข่ ดังนั้นรังไข่จึงไม่สร้างฮอร์โมนมากระตุ้นการเจริญของรอยโรคดังกล่าว นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาเลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉีดก็ได้ โดยฉีดเดือนละหนึ่งเข็มเป็นระยะเวลานาน 6 เดือน ถ้าหากครบหกเดือนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาฉีดต่ออีก 3 เดือน ซึ่งยาฉีดดังกล่าวนี้นอกจากจะช่วยยับยั้งการตกไข่แล้ว ยังช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญอยู่นอกโพรงมดลูกฝ่อสลายตัวไปได้

นอกจากยาฮอร์โมนทั้งสองดังกล่าวแล้ว ยังมียาอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ใช้รักษา เช่น ยาในกลุ่มที่ต้านฤทธิ์เอสโตรเจน (Danazol) ยาที่ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนจากสมอง (GnRHanalogue) แต่ยาดังกล่าวมีราคาค่อนข้างสูงและประสิทธิภาพก็ไม่ค่อยแตกต่างจากยาฮอร์โมน สอง

ตัวแรกที่กล่าวถึงไปแล้วมากนัก อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ยาประเภทใดขอให้แพทย์ช่วยดูแลด้วยจะดีกว่าครับ

หากรอยโรคยังมีพังผืดไม่มานัก ก็อาจพิจารณาใช้แค่ NSAIDS ได้ แต่ถ้ามีพังผืดมาก ๆ ก็คงต้องพิจารณาเลือกยาฮอร์โมน ลักษณะของรอยโรคนอกจากทำให้เกิดพังผืดแล้วอาจทำให้เกิดภาวะก้อนได้ เช่น รอยโรคที่อยู่บริเวณผิวรังไข่ก็อาจทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า chocolate cyst ได้ แต่ก้อนที่มีขนาดมากกว่า 3 ซม. การตอบสนองต่อยาจะค่อนข้างน้อย ดังนั้นการรักษาด้วยการผ่าตัดจึงเข้ามามีบทบาทในกรณีนี้ครับ




ก่อน จะคุยถึงเรื่องวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัด คุณผู้หญิงอาจมีความสงสัยว่า แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า อาการของตนเองควรใช้ยาแบบใดดี ก็ตรงนี้แหละครับที่ต้องให้แพทย์ช่วยดูแลพิจารณาให้ การจะบอกได้ว่ารอยโรคมีมากหรือน้อยก็ต้องอาศัยจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน เมื่อพูดถึงการตรวจภายในคุณผู้หญิงหลายท่านอาจรู้สึกเขินอายและไม่สะดวกที่ จะให้ตรวจ ซึ่งก็ไม่เป็นไรครับ เพราะมีการตรวจวิธีอื่นทดแทน ซึ่งก็เป็นวิธีการตรวจร่างกายวิธีหนึ่งเหมือนกัน แต่ก่อนจะกล่าวถึงวิธีการตรวจร่างกายวิธีอื่น ผมขออธิบายถึงความสำคัญของการตรวจภายในก่อน การตรวจภายในแพทย์จะตรวจวิธีคลำผ่านทางช่องคลอดร่วมกับการตรวจคลำบริเวณท้อง น้อย หากพบลักษณะพังผืดแข็งและกดเจ็บร่วมกับมีประวัติอาการดังกล่าว ก็พอจะบอกได้ว่าน่าจะเป็นภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นี่แหละครับ อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าหากท่านใดไม่สะดวกให้ตรวจภายในก็อาจใช้วิธีการ ตรวจคลำผ่านทางทวารหนักก็ได้ครับ ซึ่งก็จะให้การตรวจพบคล้าย ๆ กัน ซึ่งการตรวจร่างกายร่วมกับประวัติ อาการดังกล่าวจะช่วยในการวินิจฉัยได้มากพอสมควร แต่หากต้องการการวินิจฉัยที่ชัดเจนกว่านี้ก็ต้องอาศัยวิธีการส่องกล้องตรวจ ผ่านทางหน้าท้องครับ ซึ่งการส่องกล้องดังกล่าวต้องทำในห้องผ่าตัด ข้อดีคือจะเห็นรอยโรคได้ชัดเจนและอาจใช้วิธีจี้ด้วยไฟฟ้าให้รอยโรคเล็ก ๆ ฝ่อลงไปได้บ้าง และอาจตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยได้ด้วย ส่วนข้อเสียของวิธีดังกล่าวก็คือ อันตรายและข้อแทรกซ้อนจากการทำหัตถการดังกล่าวก็มีบ้าง เช่น จุกแน่นในช่องท้องภายหลังการทำ หรืออาจมีการบาดเจ็บต่ออวัยวะอื่น ๆ ในระหว่างการทำ นอกจากนี้ก็เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้างพอสมควร
เคยมีคุณผู้หญิงบางท่านมาตรวจแล้วถามผมว่า ขอตรวจอัลตราซาวนด์แทนการตรวจภายในหรือการตรวจทางทวารหนักได้หรือไม่ ผมก็เลยต้องเรียนให้ทราบครับว่า การตรวจแต่ละวิธีนั้นจะให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน อย่างในกรณีที่ถามนี้การตรวจภายในหรือการตรวจทางทวารหนัก จะให้ข้อมูลในเรื่องของพังผืดแข็งและกดเจ็บ ส่วนการตรวจอัลตราซาวนด์เราจะได้ข้อมูลในเรื่องของก้อนผิดปกติในอุ้ง เชิงกราน หรือภาวะสารน้ำในอุ้งเชิงกราน ซึ่งภาวะก้อนหรือสารดังกล่าว หากมีขนาดหรือปริมาณมาก ๆ การตรวจภายในก็จะบอกได้เหมือนกันครับ ดังนั้นในการวินิจฉัยโรคใด ๆ จึงต้องอาศัยข้อมูลหลาย ๆ อย่างร่วมกัน แต่โดยหลักการที่แพทย์ทุกคนได้รับการสอนจากอาจารย์ผู้ใหญ่เสมอ ๆ คือ ต้องพิจารณาจากประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลักมากที่สุด

วารสารวิชัยยุทธ ฉบับ สุขภาพสตรีและเด็ก ฉบับที่ 12 โรงพยาบาลวิชัยยุทธ http://www.vichaiyut.co.th

ย้อน กลับมาที่วิธีการรักษาโดยการผ่าตัด จะต้องอาศัยหลักกว้าง ๆ ว่า พยายามเก็บเนื้อรังไข่ส่วนดีให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถผลิตฮอร์โมนต่อไป แต่หากผู้ป่วยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนจากรังไข่แล้ว เช่น เข้าสู่วัยหมดระดู หรือมีบุตรเพียงพอแล้ว ก็พิจารณาตัดรังไข่และมดลูกออกไปเลย เนื่องจากฮอร์โมนจากรังไข่เองเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดรอยโรค และรอยโรคก็มักจะอยู่รอบ ๆ มดลูก การผ่าตัดที่ได้กล่าวไปแล้วอย่างหนึ่ง ก็คือการส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง ซึ่งวิธีนี้เป็นการวินิจฉัยและการรักษาไปในตัวด้วยก็ได้ดังที่ได้กล่าวมา แล้ว วิธีการนี้แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 2-3 ซม. แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บางกรณีที่รอยโรคมีขนาดใหญ่ก็ไม่เหมาะสมที่จะใช้วิธีนี้ เพราะการผ่าตัดจะทำได้ลำบากและอาจเกิดอันตรายได้ในกรณีที่รอยโรคมีขนาดใหญ่ หรือพังผืดมาก การผ่าตัดโดยการเปิดหน้าท้องจะเหมาะสมกว่า ในกรณีที่มีรอยโรคมาก ๆ ก็อาจต้องมีการใช้ยาฮอร์โมนรักษาภายหลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำด้วยครับ
จากที่คุยมาทั้งหมดคงทำให้คุณผู้หญิงทุกท่านพอจะทราบและเข้าใจแนวทางในการ สังเกตอาการปวดประจำเดือนของตนเองกันบ้างแล้วนะครับว่าจะเป็นจากภาวะเยื่อบุ โพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือไม่ และเราจะจัดการกับปัญหาดังกล่าวนี้อย่างไรหากมีปัญหาอื่น ๆ ในเรื่องนี้ หรือปัญหาอื่นในด้านสูตินรีเวชก็เขียนมาคุยสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ

[ ... ]

ซีสต์เต้านมที่สาวๆควรรู้


สาว ๆ เคยลองคลำสำรวจความผิดปกติของเต้นนมกันบ้างหรือเปล่า วิธีตรวจก็ไม่ยากเพียงนอนลงยกแขนข้างหนึ่ง แล้วใช้ปลายนิ้วมือ อีกข้างหนึ่งคลำให้ทั่ว หากคลำพบสิ่งผิดปกติ เช่น มีก้อนเล็กหรือก้อนใหญ่ที่เต้านมก็ควรไปพบแพทย์ อย่าอายหมอ อย่ามั่วนิ่งนอนใจ เพราะมันอาจไม่ใช่ซีสต์ธรรมดาที่ยุบไปได้เอง แต่มันอาจเป็นซีสต์ที่ยุบหนอพองหนอ เรื้อรังหรือเป็นมะเร็งเต้านมก็ได้ จะเห็นได้ว่าสาว ๆ ในปัจจุบันจะเป็นกันเยอะควรมาศึกษาไปพร้อมกันว่าซีสต์เต้านมเกิดขึ้นอย่างไร

คำแนะนำทั่วไปในการให้วัคซีน

เป็น ที่ทราบกันอยู่แล้วว่า สาว ๆ จะต้องมีรอบเดือน และรอบเดือนนี่แหละที่บทบาทสำคัญในการทำให้ฮอร์โมน เพิ่มมากขึ้น และตัวรังไข่จะถูกกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะมีไข่ตกและเตรียมให้มีการฝังตัวของรังไข่ เมื่อมีการตั้งครรภ์ต่อมน้ำนมก็จะพองตัวขึ้นด้วยเพื่อเตรียมผลิต น้ำนม และเมื่อฮอร์โมนลดลง ประจำเดือนหมด ต่อมน้ำนมก็ จะยุบลง แต่ถ้าต่อมน้ำนมพองตัวแล้วไม่ยุบลงก็จะเกิดเป็นซีสต์ ขึ้นมา ซึ่งซีสต์จะมีหลายขนาด คือ มีขนาดตั้งแต่ 1 มิลลิเมตร จนถึงหลาย ๆ ซม. ถ้าเป็นซีสต์ขนาดเล็กก็มักจะยุบเองได้ แต่ ซีสต์บางชนิดมีความผิดปกติคือไม่ยุบตัวจึงจำเป็นต้องรักษา หรือซีสต์บางชนิดก็จะไม่หายเอง จะเป็นเรื้อรัง

เมื่อเกิดความกังวลและรู้สึกไม่สบายใจ สาว ๆ ควรไป พบแพทย์ โดยแพทย์อาจส่งไปตรวจทำ X RAY Mammogram หรือใช้เข็มฉีดยาเจาะและดูดออกมา หากน้ำที่ออกมาเป็น สีขุ่นใส ๆ สีน้ำนม ก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ถ้าน้ำมีสีเลือดจาง ๆ


ควร ระวังเพราะอาจมีเซลล์มะเร็งมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าแพทย์ แน่ใจว่าซีสต์ที่ตรวจพบไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นมะเร็ง ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดให้มีแผลเป็น แต่จะใช้วิธีเจาะและดูดให้ ก้อนซีสต์ยุบตัวลง แต่หากซีสต์ที่พบมีเนื้อปนอยู่หรือเป็น ซีสต์เนื้อ แพทย์จะต้องผ่าตัดหรือเจาะเนื้อเพื่อนำไปพิสูจน์ว่า เป็นมะเร็งหรือไม่ และเมื่อเคยเป็นซีสต์มาแล้วก็อาจจะเป็นใหม่ ที่จุดเดิม หรือที่ใหม่ก็ต้องหมั่นตรวจเช็คตามแพทย์นัด

สาว ๆ อย่ากังวลกับการเป็นซีสต์ เพราะในปัจจุบัน ซีสต์ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว อีกทั้งเครื่องมือแพทย์มีความทันสมัย สาว ๆ ไม่ต้องกลัวว่าผ่าแล้วจะมีแผลเป็น แต่ก็ควรระวัง และตรวจอยู่บ่อย ๆ เพื่อให้มั่นใจแค่ว่าเราเป็นซีสต์ เพื่อจะ ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง


วารสารวิชัยยุทธ ฉบับ สุขภาพสตรีและเด็ก
ฉบับที่ 12

โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ
[ ... ]